⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3726/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3726/2530

ป.พ.พ. ม.237 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้กระทำการโดยเจตนาลวงให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และผู้รับโอนรู้หรือควรจะรู้ถึงการกระทำนั้น เจ้าหนี้สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้ระบุเอาบ้านพิพาทเป็นประกันต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระหนี้จึงตกลงจะไปจดทะเบียนโอนบ้านพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 กลับทำสัญญาซื้อขายจดทะเบียนโอนบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมดังกล่าวจำเลยที่ 1 กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ และจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ดังนี้ โจทก์ย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เจ้าหนี้ผู้ที่จะเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลไม่จำต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ ๓๐,๐๐๐ บาท นำบ้านเลขที่ ๖๑/๒๔ มอบไว้เป็นประกันเงินกู้ หลังจากกู้เงินไปจำเลยที่ ๑ ไม่เคยชำระดอกเบี้ยโจทก์ติดต่อให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ย มิฉะนั้นจะฟ้องให้ชำระหนี้ ครั้นวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๒๖ จำเลยที่ ๑ ได้โอนบ้านที่วางประกันไว้แก่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ ในราคา ๒๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ รู้ดีว่าจำเลยที่ ๑ นำบ้านหลังดังกล่าวเป็นหลักประกันการกู้เงินจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายบ้านพิพาทและโอนบ้านให้จำเลยที่ ๑ ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันมีคำพิพากษา หากเพิกเฉยก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ซื้อบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายบ้าน ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้โอนบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๑ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๕ จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาทจริง ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ทั้งๆ ที่หนี้เงินกู้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ และในการที่โจทก์จะบังคับคดีได้นั้น สิทธิเรียกร้องในบ้านพิพาทของโจทก์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ และศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงจะมีสิทธิบังคับคดีในบ้านพิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับคดีเอาแก่บ้านพิพาทแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นการฉ้อฉลโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ เช่นนี้ เจ้าหนี้ผู้ขอเพิกถอนการฉ้อฉลไม่จำต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ฉะนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลรายนี้ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ อีกว่า สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทเป็นนิติกรรมอันจำเลยที่ ๑ ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ เห็นว่านายกรุ่นพยานโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองเช่าที่ดินปลูกบ้านอยู่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายใด นับว่าเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของนายกรุ่นจึงมีน้ำหนักเชื่อถือรับฟังได้ การที่ไม่มีประกาศขายบ้านพิพาทปิดอยู่ที่บ้านพิพาทก็ดี เวลานายกรุ่นสอบถามเรื่องไถ่บ้านพิพาทเมื่อจำเลยทั้งสองไปขอให้นายกรุ่นลงชื่อให้ความยินยอมก็ดี แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ต้องทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์และเอาบ้านพิพาทเป็นประกันไว้ มิฉะนั้นย่อมมีประกาศขายบ้านพิพาทปิดไว้ที่บ้านพิพาทตามระเบียบซึ่งคนบ้านใกล้เรือนเคียงและโจทก์ย่อมทราบว่ามีการขายบ้านพิพาทก่อนที่จำเลยทั้งสองจะไปทำการโอนกัน โจทก์อาจไปคัดค้านได้ทันแต่จำเลยทั้งสองคงมีความประสงค์ที่จะปกปิดการซื้อขายบ้านพิพาทจึงมิได้นำประกาศไปปิดไว้และในวันที่นายกรุ่นถามเรื่องไถ่บ้านพิพาท หากจำเลยที่ ๒ ไม่ทราบเรื่องมาก่อนจริงจำเลยที่ ๒ ก็น่าที่จะไปสอบถามโจทก์ให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจริงหรือไม่ จากพฤติการณ์ดังกล่าวมาเชื่อได้ว่าสัญญาซื้อขายบ้านพิพาทเป็นนิติกรรมอันจำเลยที่ ๑ ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ และจำเลยที่ ๒ ซื้อบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริต โจทก์ย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3726/2530 นายสุนทร แก้วยอด โจทก์ นางสุดใจ วงษ์สุวรรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุนทร แก้วยอด · จำเลย - นางสุดใจ วงษ์สุวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง · สุทิน นนทแก้ว
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประถม ชื่นภิรมย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุนทร จันทรศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 635/2511ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา