คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3743/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เช่าซื้อขอคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อและขอรับเช็คคืนเนื่องจากทรัพย์สินชำรุดเสียหายจนใช้การไม่ได้ ถือเป็นเหตุอันสมควรที่ผู้เช่าซื้อจะมีคำสั่งระงับการจ่ายเงินตามเช็คได้ และไม่ถือว่าเป็นการออกเช็คโดยเจตนาทุจริต
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์ร่วม โดยชำระค่าเช่าซื้อส่วนหนึ่งในวันทำสัญญา และออกเช็คล่วงหน้าเพื่อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างจำนวน 2 ฉบับ ตั้งแต่จำเลยรับรถแทรกเตอร์ไปจากโจทก์ร่วม รถเสียไม่สามารถใช้ทำงานได้ตลอดมาจำเลยได้ขอคืนรถแก่โจทก์ร่วมและขอรับเช็คทั้งสองฉบับที่สั่งจ่ายมอบให้โจทก์ร่วมคืนโจทก์ร่วมก็ไม่ยอมคืนให้ พฤติการณ์เช่นนี้มีเหตุสมควรที่จำเลยจะมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คได้ การที่จำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คดังกล่าวจึงไม่มีเจตนาทุจริต ทั้งจำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคารในวงเงิน 100,000 บาท แม้ในวันสั่งจ่ายเช็ค จำเลยจะเป็นหนี้ธนาคารเกินกว่าวงเงินดังกล่าว แต่ผู้จัดการธนาคารตามเช็คยืนยันว่า ถ้าจำเลยร้องขอมาล่วงหน้าธนาคารจะจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวให้ แสดงว่าจำเลยมีเงินพอจ่ายตามเช็คทั้งสองฉบับ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา ๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดรวม ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๕ เดือน รวมจำคุก ๑๐ เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ไปจากโจทก์ร่วม ก็เพื่อจะนำไปใช้ทำงานในเหมืองแร่ของจำเลย ในเมื่อตั้งแต่รับรถแทรกเตอร์ไปจากโจทก์ร่วม รถเสียไม่สามารถใช้ทำงานได้ตลอดมา จำเลยได้ขอคืนรถแก่โจทก์ร่วมและขอรับเช็คทั้งสองฉบับที่สั่งจ่ายมอบให้โจทก์ร่วมคืนโจทก์ร่วมก็ไม่ยอมคืนให้ พฤติการณ์เช่นนี้มีเหตุผลสมควรที่จำเลยจะมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินดังกล่าวได้ ดังนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องจึงไม่มีเจตนาทุจริต ทั้งยังได้ความจากคำจำเลยและคำให้การชั้นสอบสวนของนายพิชิต จุลฤกษ์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาราชบุรี ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมอ้างเป็นพยานตามเอกสารหมาย จ.๕ ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคารในวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๒๕ ดังนั้นแม้ในวันสั่งจ่ายเช็ค จำเลยจะเป็นหนี้ธนาคารอยู่ ๑๔๙,๙๖๙.๙๙ บาทและ ๑๕๑,๗๙๑.๔๘ บาทก็ตาม แต่นายพิชิตได้ให้การยืนยันว่า ถ้าจำเลยร้องขอมาล่วงหน้าให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว ธนาคารจ่ายเงินจะจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวให้แสดงว่าจำเลยมีเงินพอจ่ายตามเช็คทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3743/2530
พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์
นายวินัย เจริญตรา โจทก์ร่วม
นางสมหมาย กำแพงเศรษฐ์ หรือชัยแสง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี · โจทก์ร่วม - นายวินัย เจริญตรา · จำเลย - นางสมหมาย กำแพงเศรษฐ์ หรือชัยแสง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมนู วงศ์แสงจันทร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา