คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3854/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การริบทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดมีไว้เป็นความผิดจะต้องมีการกล่าวอ้างในฟ้องและมีคำขอให้ศาลสั่งริบด้วย มิฉะนั้นศาลจะริบทรัพย์สินนั้นไม่ได้.
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จำคุก 18 ปี เพิ่มโทษตามมาตรา 93 เป็นจำคุก 27 ปี มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะจำคุกคนละ 6 เดือน เป็นโทษจำคุก 29 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก19 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 จำคุก 12 ปี เพิ่มโทษตามมาตรา 93 เป็นจำคุก 18 ปี รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นจำคุก 20 ปี ไม่ได้ลดโทษให้แก่จำเลย เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิพากษาแก้โดยลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกไว้ 13 ปี 4 เดือน
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 โดยมิได้ระบุวรรคใด ยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิพากษาแก้โดยระบุวรรคให้ถูกต้อง
แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏในทางพิจารณาว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกับยึดอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและกระสุนปืนจากจำเลยเป็นของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา32 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้กล่าวไว้ในฟ้องว่า ได้มีการยึดอาวุธปืนและกระสุนปืนเป็นของกลาง ทั้งมิได้มีคำขอให้ศาลสั่งริบ ศาลย่อมริบอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวมิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก.
(วรรคสุดท้ายวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2530).
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีอาวุธปืนโดยมิได้รับอนุญาตพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาต และฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืน (โดยมิได้บรรยายฟ้องไว้ว่า ได้ยึดอาวุธปืนและกระสุนเป็นของกลาง และมิได้มีคำขอให้ศาลสั่งริบ)
จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนตามฟ้อง ให้การปฏิเสธฐานพาอาวุธปืนและชิงทรัพย์ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นความจริง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๙๓, ๓๓๙ ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๐ ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ๑๔, ๑๕ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ จำคุกคนละ ๑๘ ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๓ เป็นจำคุกคนละ ๒๗ ปี ผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๔ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๓, ๖, ๗ ฐานมีอาวุธปืน จำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ จำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ ๒๙ ปี คำรับชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๑๙ ปี ๔ เดือน
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๙๓, ๓๓๙ จำคุก ๑๒ ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๓ เป็นจำคุก ๑๘ ปี รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นจำคุก ๒๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ โดยมิได้ระบุวรรคใด และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๐ ปี โดยไม่ได้ลดโทษให้แก่จำเลยที่ ๒ อันเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์นั้นยังไม่ถูกต้อง และศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏในทางพิจารณาว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกับยึดอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและกระสุนปืนจากจำเลยเป็นของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้กล่าวไว้ในฟ้องว่าได้มีการยึดอาวุธปืนและกระสุนปืนเป็นของกลางทั้งมิได้มีคำขอให้ศาลสั่งริบ ศาลจึงริบอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวมิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคแรก
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง เฉพาะจำเลยที่ ๑ ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๐ ตรี คำรับชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3854/2530
พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์
นายสำเนียง หรือเนียง เหล็กคม กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร · จำเลย - นายสำเนียง หรือเนียง เหล็กคม กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทิน นนทแก้ว · สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นายวิบูลย์ มีอาสา · ศาลอุทธรณ์ - นายอรรถวิทย์ วรรธนวินิจ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา