⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4497-4500/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497-4500/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเท็จหลายคดี แม้มีมูลเหตุเดียวกัน แต่หากแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้งหลายกรรม แสดงว่าจำเลยมีเจตนาต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยยื่นฟ้อง ไม่ใช่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

ย่อคำพิพากษา

แม้การกระทำอันเป็นมูลให้จำเลยฟ้องโจทก์จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จำเลยได้ฟ้องเท็จโจทก์หลายคดี โดยแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้งหลายกรรมแสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาอัน เดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี หาใช่ความผิดของจำเลยเกิดขึ้นและโจทก์เป็นผู้เสียหายเมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดแล้วไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.175

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลอาญากล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและยักยอก รวม ๕ สำนวน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๕ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะนายนิมนต์จำเลย นายนิมนต์จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายนิมนต์จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๕ นายนิมนต์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นายนิมนต์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่นายนิมนต์จำเลยฎีกาว่าแม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องจำเลยมาหลายคดีก็ตาม แต่ตามลักษณะของคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้น เห็นได้ว่า เป็นมูลคดีอันเดียวกันโดยมีเจตนาอันเดียวกันและแม้จำเลยจะยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองหลายคดีโดยแบ่งการกระทำเป็น หลายครั้งก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน นั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อจำเลยเองก็ยอมรับว่าจำเลยฟ้องโจทก์หลายคดีโดยแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้ง เช่นนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาอันเดียวกัน เมื่อความผิดของจำเลยเกิดจากการที่จำเลยฟ้องโจทก์ ย่อมเห็นได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยนั้นแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้งหลายกรรมเช่นเดียวกับที่จำเลยฟ้องโจทก์ ทั้งจำเลยก็ประสงค์จะให้ศาลลงโทษโจทก์หลายกรรม จะอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหาได้ไม่ นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองก็ฟ้องจำเลยเป็น ๔ คดี แต่ละคดีนั้นระบุความผิดของจำเลยที่ฟ้องโจทก์ในต่างคดีกันเห็นได้ชัดว่าโจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาก็เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คดีที่จำเลยฟ้องโจทก์กับพวกยังไม่ถึงที่สุดเพราะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาไม่เป็นการแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของโจทก์หรือไม่ ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามข้อกล่าวหาของโจทก์ยังไม่ได้ โจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี หาใช่ความผิดของจำเลยเกิดขึ้นและโจทก์เป็นผู้เสียหายเมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดแล้ว ดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497 - 4500/2530 นายวิศิษฐ์ ศรีสมบูรณ์ โจทก์ นายนิมนต์ วงศ์ชินศรี กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิศิษฐ์ ศรีสมบูรณ์ · ล. - นายนิมนต์ วงศ์ชินศรี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สุนทร จันทรศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายอุระ หวังอ้อมกลาง · ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 729/2483ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2252/2560ฎีกา 8297/2540ฎีกา 3237/2543ฎีกา 11720/2555ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา