⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5674/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5674/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ผู้ที่จะฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลได้ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมายเท่านั้น ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนพาณิชย์แต่ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล 2. ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น

ย่อคำพิพากษา

ผู้ที่จะฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลจะต้องเป็นบุคคล ดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) และคำว่าบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพียงแต่จดทะเบียนพาณิชย์ไว้เพื่อ ทำการค้าเท่านั้น มิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้ และจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนก็ไม่ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเรื่องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน แม้จะไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้ว ในศาลชั้นต้น จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์เป็นประเด็นขึ้นมาได้ ในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1015 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1064

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ได้จดทะเบียนไว้แล้วที่สำนักงานทะเบียนพาณิชย์อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในการดำเนินคดีนี้โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสมมาส หาญผจญโชค เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการประเภทไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ ๑ ได้จ้างโจทก์ทำของและซ่อมแซมสิ่งของหลายอย่างหลายครั้งเพื่อใช้ในกิจการทำเหมืองแร่ รวมค่าจ้างทำของ ๙๖,๓๑๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระหนี้ ๔๒,๒๑๐ บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๑,๘๑๗.๖๘ บาท รวมทั้งสิ้น ๙๔,๐๒๗.๖๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน ๙๔,๐๒๗.๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๙๔,๐๒๗.๖๘บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์จะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญได้จดทะเบียนแล้วและมอบอำนาจให้นายสมมาส หาญผจญโชค ฟ้องคดีนี้หรือไม่ ไม่รับรอง และตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ ในช่องผู้รับมอบอำนาจไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจแต่อย่างใด จำเลยทั้งสามไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ทำของและซ่อมแซมสิ่งของต่าง ๆ ไม่เคยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าจ้างทำของภายในกำหนดเวลา ๒ ปี คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๙๔,๐๒๗.๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในจำนวนเงิน ๘๒,๒๑๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญได้จดทะเบียนพาณิชย์ไว้โดยชอบ มีนายกาหิน แซ่หิว เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๕ และมาตรา ๑๐๖๔ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำและซ่อมแซมสิ่งของจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย นายกาหิน แซ่หิว หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ เพราะโจทก์มิใช่นิติบุคคล ฟ้องของโจทก์มีความหมายในตัวว่า "โจทก์โดยนายกาหิน แซ่หิว ผู้จัดการและโดยนายสมมาส หาญผจญโชค ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์" โจทก์โดยนายกาหิน แซ่หิว มีอำนาจมอบอำนาจให้นายสมมาส หาญผจญโชค ฟ้องและดำเนินคดีแทนได้การมอบอำนาจจึงสมบูรณ์นั้น เห็นว่า ผู้ที่จะฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลนั้นจะต้องเป็นบุคคลทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๑๑)ได้บัญญัติยืนยันไว้ว่า คู่ความหมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลบุคคลมีอยู่ ๒ ชนิด คือบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพียงแต่จดทะเบียนไว้เพื่อทำการค้าเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจึงฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้ และโจทก์จะมอบอำนาจให้นายสมมาส หาญผจญโชคฟ้องและดำเนินคดีแทนก็ไม่ได้เช่นกัน ทั้งตามฟ้องโจทก์มิใช่เป็นเรื่องนายกาหิน แซ่หิว หุ้นส่วนผู้จัดการฟ้องคดี แต่เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเอง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาอีกว่า อุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าโจทก์มิใช่นิติบุคคล ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นอุทธรณ์ที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เห็นว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์เป็นประเด็นขึ้นมาได้ และศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสองศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5674/2530 ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงหล่อบ้านฮินหลุ่ง โจทก์ โดยนายสมมาส หาญผจญโชค ผู้รับมอบอำนาจ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหมืองแร่รัตภูมิ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงหล่อบ้านฮินหลุ่ง · ผู้รับมอบอำนาจ - โดยนายสมมาส หาญผจญโชค · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหมืองแร่รัตภูมิ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชัย สูตรสุวรรณ · สุพจน์ นาถะพินธุ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายชำนาญ รวิวรรณพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3563/2543ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4715/2542ฎีกา 367/2568ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1646/2546ฎีกา 5640/2540ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 8988/2550ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 3604/2533ฎีกา 1145/2512ฎีกา 8337/2540ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา