⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 916/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2530

ป.พ.พ. ม.583 · ป.วิ.แพ่ง ม.225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของลูกจ้างที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จะถือเป็นกรณีร้ายแรงที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกระทำนั้นมีเหตุจากการยั่วยุของฝ่ายอื่น และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง

ย่อคำพิพากษา

แม้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างก่อการวิวาท ทำร้ายร่างกาย พูดหยาบ ตลอดจนส่งเสียงอื้ออึงโดยไม่จำเป็นก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวก็มิได้กำหนดว่าการฝ่าฝืนจะถือเป็นกรณีร้ายแรงประการใด การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยชกต่อยลูกจ้างด้วยกัน ก็เนื่องจากคู่กรณีพูดให้ของลับโจทก์ก่อน และไม่ปรากฏว่าคู่กรณีได้รับบาดเจ็บจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรงที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3).

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทะเลาะวิวาทกับคนงานอื่น ซึ่งเป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรงจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และไม่จ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุที่เลิกจ้าง เพราะโจทก์ทะเลาะวิวาทกับคนงานอื่น และชกต่อยคู่กรณีจนได้รับบาดเจ็บ เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหาย จึงฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากโจทก์ และขอให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้เสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 12,690 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,339.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกนั้นและฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงและเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษทางวินัย ข้อ 7.1.2กำหนดห้ามไม่ให้ลูกจ้างของจำเลยก่อการวิวาททำร้ายร่างกายกัน พูดหยาบตลอดจนส่งเสียงอื้ออึงโดยไม่จำเป็นก็ตาม แต่ตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้กำหนดว่าการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับดังกล่าวเป็นกรณีร้ายแรงประการใด เหตุที่เกิดขึ้นโจทก์มิได้เป็นฝ่ายก่อขึ้นก่อนและโจทก์ชกนายสุเทพไปเพียงทีเดียว สาเหตุเนื่องมาจากนายสุเทพพูดให้ของลับโจทก์ก่อน และไม่ปรากฎว่านายสุเทพได้รับบาดเจ็บ จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรงที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ที่จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อนนั้น ต้องเป็นกรณีที่สามารถกระทำได้ด้วยแต่โจทก์ก่อเหตุวิวาทททำร้ายร่างกายผู้อื่นซ้ำกัน 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันไม่ถึงชั่วโมง จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยไม่อาจออกหนังสือตักเตือนได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าในปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของโจทก์ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประการหนึ่งประการใดที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2530 นาย มนตรี งาม เจริญ โจทก์ บริษัท เอ็ม. ไทยอินดัสเทรียล จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย มนตรี งาม เจริญ · จำเลย - บริษัท เอ็ม. ไทยอินดัสเทรียล จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · จุนท์ จันทรวงศ์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 367/2568ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 3136/2524ฎีกา 641/2555ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1028/2564ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5756-5761/2557ฎีกา 5494/2541ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ