⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1843/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยมีสิทธิโต้แย้งและยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้.

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งของศาลที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หลังจากศาลชั้นต้นชี้สองสถานและมีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วจำเลยยื่นคำร้องว่า ตามที่ศาลได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้ง จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีนั้น จำเลยเห็นว่าคำให้การของจำเลยชัดเจนแล้ว จึงขอให้ศาลกำหนดประเด็นเพิ่มขึ้น ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานแล้ว จำเลยชอบที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทของ ย. ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเกินบัญชี สัญญาเพิ่มวงเงินและสัญญากู้ที่ ย.กู้ยืมไปจากโจทก์จำเลยให้การว่า ย. ไม่ได้เป็นลูกหนี้ ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเกินบัญชี สัญญาเพิ่มวงเงินและสัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่ออันแท้จริงของ ย. หรือหาก ย. จะลงชื่อไว้ก็โดยบุคคลอื่นหลอกลวงให้ลงชื่อ ดังนี้ เป็นคำให้การที่ขัดกัน จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธ และไม่เป็นประเด็นในคดี.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.26 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นางยาใจได้ทำสัญญากู้เบิกเกินบัญชีและสัญญากู้เงินจากโจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ นางยาใจถึงแก่กรรม จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนางยาใจชำระหนี้เบิกเกินบัญชีจำนวน ๑,๑๘๐,๙๖๘.๔๗ บาท และดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ยอดหนี้เบิกเกินบัญชีไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น และนางยาใจชำระหนี้เงินกู้แล้ว จำเลยที่ ๓ ให้การว่า นางยาใจไม่เคยกู้เงินหรือกู้เบิกเกินบัญชีหรือเพิ่มวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี ลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่ของนางยาใจหรือหากเป็นของนางยาใจก็เป็นเพราะนางยาใจถูกบุคคลอื่นหลอกลวง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนางยาใจร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ ๓ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน อย่างไรก็ดีหลังจากศาลชั้นต้นได้ทำการชี้สองสถานและได้มีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้ว จำเลยที่ ๓ ได้ยื่นคำร้องว่า ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยที่ ๓ ข้อ ๒ เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีนั้น จำเลยที่ ๓ เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ ๓ ข้อ ๒ เป็นคำให้การที่ชัดเจนแล้ว จึงขอให้ศาลกำหนดประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ ๓ ข้อ ๒ เพิ่มขึ้น ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๓ แล้ว จำเลยที่ ๓ ชอบที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า คำให้การของจำเลยที่๓ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ หรือไม่ พิเคราะห์แล้วจำเลยที่ ๓ ให้การว่า นางยาใจไม่ได้เป็นลูกหนี้ ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเกินบัญชีสัญญาเพิ่มวงเงินและสัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่ออันแท้จริงของนางยาใจ หรือหาก (นางยาใจ) จะลงลายมือชื่อไว้ก็โดยมีบุคคลอื่นหลอกลวงให้นางยาใจลงชื่อในเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าวเป็นคำให้การที่ขัดกันอยู่ในตัว กล่าวคือ ถ้าลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อของนางยาใจที่แท้จริงแล้ว นางยาใจก็จะถูกหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่ได้ คำให้การของจำเลยที่ ๓ ในข้อนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๓ ยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ให้การปฏิเสธ และไม่เป็นประเด็นในคดีข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่านางยาใจได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาเพิ่มวงเงินและสัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องกับโจทก์จริง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแล้วข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๓ ที่ว่านางยาใจมิได้ตกลงยอมปฏิบัติตามวิธีการบัญชีเดินสะพัด ไม่ได้ตกลงเรื่องการคิดดอกเบี้ยทบต้น และโจทก์มิได้ทวงถามจำเลยที่ ๓ ก่อนฟ้อง ก็ย่อมไม่เป็นประเด็นที่จะต้องนำสืบด้วยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานของทุกฝ่ายและพิพากษาคดีไปจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานของฝ่ายใดอีก พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2531 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด โจทก์ นายสงัด รุทระกาญจน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นายสงัด รุทระกาญจน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสรี แสงศิลป์ · สุทิน นนทแก้ว · อากาศ บำรุงชีพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประยูร มูลศาสตร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 13107/2556ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 3007/2525ฎีกา 685/2550ฎีกา 1195/2535ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 1196/2513ฎีกา 72/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา