⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2091/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2091/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำพิพากษาที่เกิดจากการประนีประนอมยอมความเพราะถูกฉ้อฉล ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา แม้จะอ้างว่าเพิ่งทราบการฉ้อฉลในภายหลัง ก็ไม่ทำให้ระยะเวลาอุทธรณ์เกินกำหนดได้

ย่อคำพิพากษา

ในชั้นบังคับคดีจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแก้ไขคำพิพากษาตามยอมโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์เพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ แม้จำเลยที่ 3 จะระบุไว้ในแบบพิมพ์อุทธรณ์ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มิได้เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว แต่เป็นการอ้างว่าจำเลยที่ 3 ถูกโจทก์ฉ้อฉลและขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่ง เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แม้จำเลยที่ 3อ้างว่าเพิ่งทราบความจริงว่าโจทก์ฉ้อฉล ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกินกำหนดได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.229

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

มูลกรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้ร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจำนวน 1,408,873.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 1,067,940.40 บาท กับหนี้ขายลดเช็คหรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 30 มกราคม 2525 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 จำนองไว้ออกขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งห้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยทั้งห้ายอมร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้โจทก์ตามระยะเวลาที่กำหนด หากผิดนัดยอมให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนอง ปรากฏรายละเอียดตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 6 ตุลาคม 2525 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกันนั้น ปรากฏต่อมาว่า จำเลยทั้งห้าผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์จึงขอยึดทรัพย์จำนองซึ่งรวมทั้งที่ดินของจำเลยที่ 3ที่จำนองไว้ด้วยออกขายทอดตลาด เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดี จำเลยที่ 3 ยื่นคำแถลงลงวันที่ 28 พฤษภาคม2527 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ตามหนังสือจำนองเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 1 เพียง 50,000 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ 50,000 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมรับ ขอให้ศาลสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 โดยให้โจทก์รับเงิน 50,000 บาทจากจำเลยที่ 3 แล้วให้โจทก์ถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ยอมรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง จำนวน 1,000,000 บาทเศษ จึงจะบังคับให้โจทก์รับเงิน50,000 บาท และปลดจำนองไม่ได้ ให้ยกคำขอของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 24 กันยายน 2527 อ้างว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ เพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล โจทก์บอกจำเลยที่ 3 ไว้ว่า ถ้าจำเลยที่ 3 ชำระเงินให้โจทก์ 50,000 บาทตามที่ทำสัญญาจำนองไว้แล้ว โจทก์จะปลดจำนองให้จำเลยที่ 3 จึงได้ลงชื่อในหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ขอให้ศาลสั่งแก้ไขคำพิพากษาตามยอม ให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 1ไม่เกิน 50,000 บาท และให้โจทก์ปลดจำนองให้จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่ใช่กรณีที่คำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกินกำหนดหนึ่งเดือน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งคำร้อง ของ ศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 กันยายน 2527 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3จะระบุไว้ในแบบพิมพ์อุทธรณ์ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็ตาม แต่เนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มิได้เป็นคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่เป็นการอ้างว่าจำเลยที่ 3ถูกโจทก์ฉ้อฉล และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยแท้จริง หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งดังที่จำเลยที่ 3 อ้างไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 3จึงต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ส่วนที่จำเลยที่ 3ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 เพิ่งจะทราบความจริงว่าโจทก์ฉ้อฉลนั้นก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกินกำหนดได้ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 นั้นชอบแล้วฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2091/2531 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ นาย ภิรมย์ แซ่โล้วหรือศรีพุทธานุสรณ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · จำเลย - นาย ภิรมย์ แซ่โล้วหรือศรีพุทธานุสรณ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 367/2568ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1646/2546ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 8988/2550ฎีกา 3589/2525ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 3604/2533ฎีกา 9203/2547ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 215/2544ฎีกา 8543/2544ฎีกา 15617/2558ฎีกา 312/2534ฎีกา 1028/2564ฎีกา 1928/2531ฎีกา 9571/2544ฎีกา 99/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ