⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2243/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเพิกถอนสัญชาติไทยโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ทำให้บุคคลนั้นไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกเนรเทศตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ต่อมาจำเลยถูกเพิกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 จึงไม่อาจเนรเทศจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 มาตรา 5 วรรคสอง ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานคุมขังจำเลยไว้เพื่อการเนรเทศจึงเป็นการคุมขังไว้โดยไม่ชอบ เมื่อจำเลยหลบหนีไประหว่างการคุมขังดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.190 พระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ.2499 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเวียตนาม ถูกคุมขังเพื่อรอการส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร (เนรเทศ) จำเลยหลบหนีไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๐ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวเนื่องจากถูกถอนสัญชาติไทยจำเลยเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดมาก่อน จึงไม่อาจถูกเนรเทศได้ การคุมขังไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยเป็นบุตรคนญวนซึ่งอพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ จำเลยเกิดที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ และถูกถอนสัญชาติไทยโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ เจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองเห็นว่า จำเลยถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวจึงจับตัวจำเลยส่งไปคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพิบูลมังสาหารเพื่อรอการส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเห็นว่าจำเลยเป็นคนสัญชาติเวียตนาม จำเลยได้หลบหนีไปจากที่คุมขังดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยคดีนี้ ปัญหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าการที่จำเลยถูกคุมขังเพื่อรอการส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร (เนรเทศ) นั้น เป็นการคุมขังไว้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเกิดที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ จำเลยเกิดในราชอาณาจักรไทย จึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๓ อนุมาตรา ๓ แม้ต่อมาจะปรากฏว่าจำเลยถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ก็ตาม แต่การที่จะส่งจำเลยออกไปนอกราชอาณาจักร (เนรเทศ) ดังโจทก์ฟ้องนั้น จำต้องพิจารณาถึงพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าววรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่ามีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งให้เนรเทศคนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักรมีกำหนดเวลาตามที่จะเห็นสมควร อนึ่ง เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป รัฐมนตรีจะเพิกถอนคำสั่งเนรเทศเสียก็ได้" และความในวรรคสองบัญญัติว่า "ความในวรรคแรกมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ที่เคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด" กรณีของจำเลยแม้จะถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ฉะนั้นจึงไม่อาจเนรเทศจำเลยได้ ตามความในวรรคสองแห่งบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อไม่อาจเนรเทศจำเลยได้ ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานคุมขังจำเลยไว้เพื่อการเนรเทศจึงเป็นการคุมขังไว้โดยไม่ชอบเมื่อจำเลยหลบหนีไประหว่างการคุมขังดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243/2531 พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงอุบลราชธานี โจทก์ นายทาโง หรือทวี แซ่โง้ว หรือแซ่โค้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงอุบลราชธานี · จำเลย - นายทาโง หรือทวี แซ่โง้ว หรือแซ่โค้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำนง นิยมวิภาต · เฉลิม การปลื้มจิตต์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงอุบลราชธานี - นายประกิจ สุขเกษม · ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 293/2507ฎีกา 14837/2558ฎีกา 854/2511ฎีกา 10929/2551ฎีกา 184/2507ฎีกา 1196/2504ฎีกา 4915/2537ฎีกา 1761/2522ฎีกา 1404/2505ฎีกา 105/2506ฎีกา 892/2539ฎีกา 1174/2482ฎีกา 1155/2505ฎีกา 1275/2513ฎีกา 1522/2560ฎีกา 307/2511ฎีกา 2665/2559ฎีกา 772/2536ฎีกา 1338/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา