⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 105/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การควบคุมตัวบุคคลไว้ต่อไปเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีคำสั่งอนุญาตจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการควบคุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้ว่าราชการจังหวัดอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43 ข้อ 1 ส่งตัวจำเลยซึ่งประพฤติตนเป็นอันธพาลไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพแล้ว ต่อไปก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามประกาศดัรงกล่าวข้อ 2 ที่จะต้องมีคำสั่งทุก ๆ สามเดือนว่า จะคงให้ควบคุมจำเลยไว้หรือปล่อยตัวไป การที่ควบคุมตัวจำเลยไว้เมื่อพ้นสามเดือนแล้ว โดยที่คณะกรรมการไม่ได้มีคำสั่ง จึงเป็นการควบคุมที่ไม่ชอบตามประกาศดังกล่าว จำเลยหลบหนีจึงไม่มีผิด หาใช่ว่าเมื่อไม่มีคำสั่งก็ให้ถือว่าควบคุมได้ตลอดไปไม่ เพราะหากตีความเช่นนั้นแล้ว ระยะเวลาที่กำหนดไว้ให้คณะกรรมการมีคำสั่งทุก ๆ สามเดือนก็จะไร้ความหมาย ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16-17/2505

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.87 ประมวลกฎหมายอาญา ม.190

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหลบหนีไปจากการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งควบคุมจำเลยไว้ ณ สถานอบรมและฝึกอาชีพบุคคลอันธพาล ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด จำเลยรับสารภาพ ศาลแขวงสุรินทร์เห็นว่าจำเลยถูกควบคุมโดยไม่ชอบเมื่อจำเลยหลบหนีก็ไม่มีความผิดพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๑ นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์มีอำนาจสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพได้ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา จนกว่าคณะกรรมการซึ่งได้ตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๒ จะได้พิจารณาและมีคำสั่ง ส่วนข้อที่ว่า บุคคลที่ถูกควบคุมนั้น บุคคลใดควรให้ควบคุมไว้ หรือให้ปล่อยตัวไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๒ นั้น เป็นวิธีการภายในที่ให้อำนาจคณะกรรมการที่จะมีคำสั่ง ๓ เดือนต่อครั้ง และสั่งตามที่เห็นสมควร ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการผู้มีอำนาจสั่งเห็นว่ายังไม่ควรสั่งปล่อยหรือยังไม่มีคำสั่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นการควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดไป จนกว่าคณะกรรมการจะได้มีคำสั่งปล่อย เมื่อจำเลยหลบหนีในระหว่างถูกควบคุม ก็ต้องมีผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงมีว่า หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ โดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๑ ได้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพแล้ว ไม่มีคำสั่งของผู้ใดหรือคณะกรรมการใด ๆ เกี่ยวกับการควบคุมตัวจำเลยไว้ต่อไปอีกเลย จำเลยจึงถูกควบคุมอยู่จนถึงวันหลบหนีรวมเวลา ๘ เดือนเศษ จึงมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ขณะจำเลยหลบหนี จำเลยได้ถูกควบคุมอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่าตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๑ นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์มีอำนาจสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพได้ เมื่อจำเลยเข้าไปอยู่ในสถานอบรมฯ แล้ว จึงตกเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่ได้จัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๒ ที่จะพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม การอบรม การฝึกอาชีพและการปล่อยบุคคลที่ถูกควบคุม สำหรับการควบคุมและปล่อยนี้ วรรค ๒ ของข้อ ๒ แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณามีคำสั่งทุก ๆ สามเดือนว่า บุคคลที่ถูกควบคุมนั้น บุคคลใดควรให้ควบคุมไว้หรือให้ปล่อยตัวไป ทั้งนี้ หมายความว่า คณะกรรมการจะต้องพิจารณาและมีคำสั่งทุก ๆ สามเดือน ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่ง การควบคุมก็ดี ปล่อยตัวก็ดี ย่อมจะกระทำได้ก็โดยคำสั่งของคณะกรรมการเท่านั้น ฉะนั้น การที่ควบคุมตัวจำเลยไว้เมื่อพ้นสามเดือนแล้วโดยที่คณะกรรมการไม่ได้มีคำสั่งให้ควบคุมไว้ต่อไป จึงเป็นการควบคุมที่ไม่ชอบตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อคณะกรรมการยังไม่มีคำสั่งย่อมถือได้ว่าเป็นการควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดไปจนกว่าคณะกรรมการจะมีคำสั่งปล่อยตัวไปนั้น เป็นการคำนึงถึงแต่การปล่อยตัวอย่างเดียวว่าจะต้องมีคำสั่งของคณะกรรมการ แต่การควบคุมต่อไปนั้นหาต้องมีคำสั่งไม่ ซึ่งย่อมเป็นการขัดต่อถ้อยคำที่เขียนไว้อย่างชัดเจนในข้อ ๒ นั้นว่าการควบคุมตัวต่อไปก็ดีหรือการปล่อยตัวไปก็ดี จะต้องมีคำสั่งของคณะกรรมการทั้งสองกรณี ไม่ใช่จะต้องมีคำสั่งเฉพาะการปล่อยตัวไปแต่กรณีเดียวเท่านั้นดังโจทก์ฎีกา และถ้าจะตีความว่า เมื่อไม่มีคำสั่งก็ถือว่าให้ควบคุมได้ตลอดไปแล้ว ระยะเวลาที่กำหนดไว้ให้คณะกรรมการมีคำสั่งทุก ๆ สามเดือนย่อมจะไร้ความหมาย อนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ดูข้อ ๓ แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ แล้ว จะแลเห็นความมุ่งหมายของประกาศได้ว่าไม่ประสงค์จะให้คุมขังบุคคลไว้ได้ตลอดไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ถ้อยคำในข้อ ๓ นี้กำหนดว่า ผู้อยู่ในสถานอบรมและฝึกอาชีพนี้ให้ถือว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวนตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น กฎหมายย่อมกำหนดระยะเวลาไว้เป็นระยะ ๆ พนักงานสอบสวนหามีอำนาจที่จะคุมขังบุคคลไว้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาไม่ ทำนองเดียวกัน ผู้ที่ถูกควบคุมในสถานอบรมและฝึกอาชีพนี้ ก็ย่อมจะถูกควบคุมอยู่เป็นระยะเวลาคราวละสามเดือน เมื่อครบสามเดือนแล้วจะคงให้ควบคุมต่อไปหรือจะให้ปล่อยตัวไป ก็ย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะต้องพิจารณาสั่ง เมื่อคณะกรรมการมิได้สั่ง การควบคุมในตอนหลังนี้จึงไม่ชอบด้วยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔๓ ข้อ ๒ จำเลยหลบหนีการควบคุมไปในตอนหลังนี้จึงไม่มีความผิด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2506 ผู้ว่าคดีศาลแขวงสุรินทร์ โจทก์ นายเยี่ยม พูนมั่น จล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงสุรินทร์ · จล. - นายเยี่ยม พูนมั่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประกอบ หุตะสิงห์ · เชื้อ คงคากุล · สนิท สุมาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสุรินทร์ - นายปรีชา พานิชวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงอรรถวุฒิวรวาจก์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 293/2507ฎีกา 660/2491ฎีกา 3423/2548ฎีกา 326-327/2505ฎีกา 539/2536ฎีกา 14837/2558ฎีกา 854/2511ฎีกา 4294/2550ฎีกา 3560/2525ฎีกา 1629/2529ฎีกา 10929/2551ฎีกา 184/2507ฎีกา 4668/2541ฎีกา 6397/2541ฎีกา 771-772/2506ฎีกา 246/2528ฎีกา 984/2529ฎีกา 4915/2537ฎีกา 1761/2522ฎีกา 2243/2531ฎีกา 1419/2509ฎีกา 1404/2505ฎีกา 1125/2496ฎีกา 4487/2560
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา