คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนับโทษจำคุกต่อจากคดีเดิม จะให้หักวันต้องขังระหว่างพิจารณาคดีใหม่ ออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีใหม่ไม่ได้ เพราะเป็นการหักวันต้องขังซ้อนกัน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยหลบหนีการคุมขังตามคำพิพากษาคดีเดิมและถูกจับมาฟ้องฐานหลบหนีการควบคุมเป็นคดีใหม่ การที่ศาลให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีเดิมนั้น จะให้หักวันต้องขังระหว่างคดีออกจากระยะเวลาจำคุกไม่ได้ เพราะเป็นการหักวันต้องขังซ้อนกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ มูลคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยต้องโทษจำคุกฐานรับของโจรมีกำหนด ๔ เดือน นับแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๐๔ ครั้นวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ จำเลยหลบหนีการคุมขังและถูกจับตัวในวันรุ่งขึ้น จึงได้ถูกนำตัวมาฟ้องคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย ๔ เดือน โดยให้นับโทษต่อจากคดีอาญาแดงที่ ๓๖๘/๒๕๐๔ แต่จำเลยต้องขังมาแล้ว ๕๑ วัน ให้หักออกเสีย
โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้แก้หมายจำคุกใหม่ โดยไม่หักวันต้องขัง ๕๑ วัน ให้จำเลย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหมายจำคุก ๔ เดือน นับแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๐๔ หากจำเลยต้องโทษจำคุกตลอดมาก็จะครบกำหนดโทษวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ แต่จำเลยหลบหนีไปก่อนครบกำหนดโทษเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ และถูกจับในวันรุ่งขึ้น ฉะนั้น โทษจำคุกคดีเดิมจึงต้องเลื่อนวันครบกำหนดโทษไปอีก ๑ วัน ซึ่งถ้าหากจำเลยไม่ต้องคำพิพากษาในคดีนี้แล้ว จำเลยก็จะได้รับการปลดปล่อยในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ฉะนั้น โทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้แล้ว จำเลยก็จะได้รับการปลดปล่อยในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ฉะนั้น โทษจำคุกตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ซึ่งได้นับโทษต่อจากวันพ้นโทษในคดีเดิมจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ เป็นต้นมา จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีนี้ ๔ เดือน จึงครบกำหนดในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๐๕ แต่ถ้าหากถือตามหมายจำคุกของศาลชั้นต้นที่ให้หักวันต้องขังให้จำเลย ๕๑ วัน และให้นับโทษต่อจากวันพ้นโทษในคดีเดิมด้วยแล้ว แทนที่จำเลยจะต้องจำคุก ๔ เดือนหรือ ๑๒๐ วันตามคำพิพากษา เมื่อหักเสีย ๕๑ วันแล้ว จำเลยคงต้องจำคุกเพียง ๖๙ วัน เท่านั้น และวันครบกำหนดโทษจำคุกของจำเลยจะร่นเข้ามาเป็นวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ แทนที่จะเป็นวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๐๔ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกให้นับโทษต่อจากวันพ้นโทษในคดีเดิม และให้หักวันต้องขัง ๕๑ วันให้ด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการหักวันต้องขังให้ซ้อนกัน ถ้าหากศาลชั้นต้นจะหักวันต้องขัง ๕๑ วัน ซึ่งคิดถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ก็ควรจะต้องเริ่มนับโทษจำคุกตั้งแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษา ไม่ใช่นับจากวันพ้นโทษในคดีเดิม
พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นแก้หมายจำคุกจำเลยเสียใหม่ โดยไม่หักวันต้องขัง ๕๑ วันให้
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2505
อัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์
นายคำนงค์ คำแหยม หรือนางแหยม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดนครปฐม · จำเลย - นายคำนงค์ คำแหยม หรือนางแหยม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ยง เหลืองรังษี · ประมูล สุวรรณศร · เสนอ บุณยเกียรติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครปฐม - นายฉาย อยู่ยืนยง · ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา