⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4953/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4953/2559

ป.อาญา ม.22, 29, 30 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลง หากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่ขอให้นับโทษต่อปรากฏต่อศาลเอง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2645/2556 และมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แม้โจทก์ไม่ได้แถลงให้ศาลทราบว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง แต่การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ประกอบกับก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4687/2556 ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กล้องเล็งยิง 1 อัน อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE จำนวน 11 นัด ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และ 2645/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 97 แต่เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ปรับ 1,500,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 26 ปี 4 เดือน และปรับ 750,000 บาท นับโทษจำคุกต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และ 4687/2556 ของศาลชั้นต้น ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กล้องเล็งยิง 1 อัน อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 11 นัด ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และ 2645/2556 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษาแต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ถ้าคำพิพากษาไม่ได้กล่าวเป็นอย่างอื่นโทษจำคุกต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา แสดงว่ากฎหมายให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดวันเริ่มนับโทษจำคุกแต่วันอื่นได้ เพียงแต่ต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษาและอยู่ภายใต้มาตรา 22 วรรคสอง ดังนั้น การนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอื่นย่อมกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2645/2556 และมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4687/2556 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังที่กล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้แถลงให้ศาลทราบว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร และมิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง การที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จริงอยู่ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลไม่อาจรู้เองได้ แต่การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยต่อเพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้ศาลนับโทษต่อ ศาลในคดีนั้นพิพากษาว่าอย่างไร จึงสามารถใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีตามฟ้องจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และ 4687/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4953/2559 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายวีระพงศ์หรือศรี เอกอุดม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระยอง · จำเลย - นายวีระพงศ์หรือศรี เอกอุดม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิพันธ์ ช่วยสกุล · วิวัธน ทองลงยา · เถกิงศักดิ์ คำสุระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นางสาวโนติยา ภัทรประสิทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.55/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา