คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3839/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองตามที่เห็นสมควร แม้จะมีระเบียบของอธิบดีกรมสรรพากรก็ตาม โดยจะพิจารณาจากพฤติการณ์ของจำเลยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่.
ย่อคำพิพากษา
เบี้ยปรับที่ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 นั้น แม้มาตรา 27 ทวิวรรคสองแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวจะบัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับออกมาใช้บังคับก็ตาม ก็เป็นเพียงระเบียบที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องถือปฏิบัติ แต่ไม่มีผลผูกพันให้ศาลต้องปฏิบัติตามระเบียบเช่นว่านั้น การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่า การที่เจ้าพนักงานงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควรอีกด้วย
เมื่อปรากฏในชั้นไต่สวนของเจ้าพนักงานประเมินและในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยว่า หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรในการส่งบัญชีเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ไปให้เจ้าพนักงานตรวจสอบและโจทก์ไม่นำรายได้ลงบัญชีรายรับให้ครบถ้วน อันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลรัษฎากร ม.22
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในเรื่องค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม
จำเลยทั้งสามให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยทั้งสาม ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งสามเฉพาะเบี้ยปรับ โดยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า กรณีนี้โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเจ้าพนักงานประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแสดงยอดรายรับไว้ไม่ครบถ้วน และมีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า โจทก์นำค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน ๓๕๒,๘๕๑ บาท แสดงไว้ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ไม่ใช่รายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ นอกจากนี้ยังมีรายจ่ายอื่นที่ต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี อีกจำนวน ๒๐ รายการ เป็นเงิน ๒๒,๗๙๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงได้คำนวณรายรับของโจทก์ และแจ้งให้โจทก์ชำระเงินภาษีที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยเฉพาะเบี้ยปรับที่ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๒ นั้น แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๗ ทวิ วรรคสอง จะบัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับออกมาใช้บังคับก็ตาม ก็เป็นเพียงระเบียบที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องถือปฏิบัติ แต่ไม่มีผลผูกพันให้ศาลต้องปฏิบัติตามระเบียบเช่นว่านี้ การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควรอีกด้วย ฉะนั้นเมื่อปรากฏว่าในชั้นไต่สวนของเจ้าพนักงานประเมินและในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม นายวิวัฒน์ เรืองวิทยาวงศ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรในการส่งบัญชีเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ไปให้พนักงานตรวจสอบและโจทก์ไม่นำรายได้ลงบัญชีรายรับให้ครบถ้วน อันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในเรื่องเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3839/2531
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรังบุญเจริญพาณิชย์ โจทก์
นายจินต์ วิภาตะกลัศ กับพวก ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรังบุญเจริญพาณิชย์ · ล. - นายจินต์ วิภาตะกลัศ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุนทร สิทธิเวชวิจิตร · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา