⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5409/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม ถือเป็นการระงับข้อพิพาทเด็ดขาด แม้ภายหลังจะทราบว่ามีการฉ้อโกงเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในมูลหนี้นั้นได้อีก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมยกเลิกเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามสัญญากู้ และที่จำเลยที่ 2 เป็นหนี้ตามสัญญาขายฝาก ให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวรับผิดชดใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ดังนี้ แม้โจทก์จะรู้เรื่องการฉ้อโกงตามสัญญาขายฝากและสัญญากู้ภายหลังที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมก็ตาม โจทก์จะมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นการยินยอมไม่ว่ากล่าวในหนี้รายนี้ต่อกันแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกล่าวข้อความอันเป็นเท็จต่อโจทก์ว่า บ้านเลขที่ ๘๔ ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นของจำเลยทั้งสอง จะขายฝากให้โจทก์เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์หลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงได้ตกลงรับซื้อฝากและจ่ายเงินให้ไป จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ทำสัญญาขายฝาก จำเลยทั้งสองได้มากู้เงินโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๑๓๐,๐๐๐ บาท และรับเงินไปจากโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองอ้างว่าบ้านของจำเลยทั้งสองยังติดขายฝากอยู่โจทก์จึงยอมให้จำเลยทั้งสองกู้เงินไป ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้เงินกู้ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๔/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยที่ ๑ ยอมชำระเงิน ๕๓,๐๐๐ บาทให้โจทก์ ศาลพิพากษาตามยอม โจทก์ได้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนขายฝากตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านเลขที่ ๘๔ ดังกล่าว เพื่อขายทอดตลาดมีนางน้อย แสงเพชร พี่สาวของจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าบ้านดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ปล่อยบ้านที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง โจทก์จึงทราบว่าบ้านเลขที่ ๘๔ ที่จำเลยที่ ๒ นำมาทำสัญญาขายฝากไว้กับโจทกและที่โจทก์นำยึดไม่ใช่บ้านของจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑,๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๔/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๒) ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมยกเลิกเงินที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ตามสัญญากู้ ๑๓๐,๐๐๐ บาทและที่จำเลยที่ ๒ เป็นหนี้ตามสัญญาขายฝาก ๘๐,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียวรับผิดชดใช้เงินจำนวน ๕๓,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๔/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ดังนี้แม้โจทก์จะรู้เรื่องฉ้อโกงตามสัญญาขายฝากและสัญญากู้ภายหลังที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาล พิพากษาตามยอมก็ตาม โจทก์จะมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นการยินยอมไม่ว่ากล่าวในหนี้รายนี้ต่อกันแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2531 นายกริช แซ่เต็ง โจทก์ นายสถิตย์ กุลสุวรรณ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกริช แซ่เต็ง · ล. - นายสถิตย์ กุลสุวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เดชา สุวรรณโณ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · ส่อง สุขะปุณณพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิรุฬห์ วิวัธวานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 1656/2512ฎีกา 915/2566ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 1124/2496ฎีกา 6196/2534ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4009/2566ฎีกา 1979/2521ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 16889/2555ฎีกา 6863/2543ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 5090/2565ฎีกา 9076/2558ฎีกา 1342/2530ฎีกา 2379/2565ฎีกา 1813/2531ฎีกา 4541/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา