⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6045/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6045/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การข่มขืนใจให้ส่งมอบทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หากทรัพย์สินนั้นมีราคาเล็กน้อยและไม่มีเจตนาลักทรัพย์ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย. การที่ผู้เสียหายบอกตำรวจว่าไม่ติดใจเอาเรื่องภายหลังการสอบปากคำและไกล่เกลี่ย ยังไม่ถือว่าเป็นการถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไป.

ย่อคำพิพากษา

ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ไม่นาน จำเลยเคยถูกนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผู้เสียหายขู่บังคับเอาเข็มขัดไป การที่จำเลยขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดเข็มขัดให้จึงเป็นเพราะความโกรธแค้นไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น จำเลยมิได้ขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งนาฬิกาข้อมือและแหวนนากที่ผู้เสียหายสวมใส่ในขณะเกิดเหตุให้ด้วย เข็มขัดที่จำเลยเอาไปมีราคาเพียง 50 บาท ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาลักเข็มขัดของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ การที่จำเลยขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งเข็มขัดแก่จำเลยนั้น เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้กระทำตามความประสงค์ของจำเลยโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้ เสียหายอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าตำรวจเรียกผู้เสียหายไปสอบปากคำ 2 ครั้ง ครั้งหลังตำรวจได้ไกล่เกลี่ยไม่ให้เอาเรื่อง ผู้เสียหายจึงบอกตำรวจว่าไม่ติดใจเอาเรื่องดังนี้ยังฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหาย ได้ถอนคำร้องทุกข์หรือเป็นการยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก จำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๕ คงจำคุกไว้ ๖ เดือน โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๕ คงจำคุก ๔ ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โรงเรียนของผู้เสียหายและโรงเรียนของจำเลยมีเรื่องไม่ถูกกัน เคยยกพวกตีกันและมีการแย่งหัวเข็มขัดกันด้วยชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าจำเลยเคยถูกนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผู้เสียหายขู่บังคับเอาเข็มขัดไปก่อนหน้าเกิดเหตุคดีนี้ไม่นานนัก จำเลยขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดเข็มขัดให้เพราะความโกรธแค้นที่นักเรียนโรงเรียนของผู้เสียหายเคยเอาเข็มขัดของ จำเลยไปดังกล่าวไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ได้ความว่าวันเกิดเหตุผู้เสียหายสวมนาฬิกาข้อมือ ๑ เรือน ราคาประมาณ ๗๐๐ บาท และแหวนนาก ๑ วง ราคาประมาณ ๒๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ได้ขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งทรัพย์ดังกล่าวให้ เข็มขัดที่จำเลยเอาไปมีราคาเพียง ๕๐ บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งหมดแห่งคดีนี้แล้ว เห็นว่าหากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายอย่างแท้จริงแล้ว ก็น่าจะขู่บังคับเอาทรัพย์อื่นของผู้เสียหายไปเพราะมีราคามากกว่า กรณีจึงน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปด้วยอารมณ์โกรธแค้นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเพราะตนเคยถูกนักเรียนโรงเรียน เดียวกับผู้เสียหายบังคับเอาเข็มขัดไปก่อนโดยจำเลยหาได้มีเจตนาลักเข็มขัดของผู้เสียหายไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การที่จำเลยขู่บังคับผู้เสียหายให้ส่งเข็มขัดแก่จำเลยนั้น เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้กระทำตามความประสงค์ของจำเลย โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้เสียหายเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคแรก ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ได้ความจากผู้เสียหายเพียงว่าตำรวจเรียกผู้เสียหายไปสอบปากคำ ๒ ครั้ง ครั้งหลังตำรวจได้ไกล่เกลี่ยไม่ให้เอาเรื่องเพราะทั้งสองฝ่ายเป็นนักเรียน ผู้เสียหายจึงบอกตำรวจว่าไม่ติดใจเอาเรื่อง ดังนี้กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์หรือมีการยอมความกันตามมาตรา ๓๙(๒) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงหาได้ระงับไปไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ แล้ว คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6045/2531 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายทรงชัย เอี่ยมสอาด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นายทรงชัย เอี่ยมสอาด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศักดิ์ สนองชาติ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายประสิทธิ์ เสมาเงิน · ศาลอุทธรณ์ - นายวิรุฬห์ วิวัธวานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1656/2512ฎีกา 681/2491ฎีกา 19406/2555ฎีกา 712/2559ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 778/2519ฎีกา 831/2532ฎีกา 1857/2492ฎีกา 1271/2498ฎีกา 5957/2530ฎีกา 4541/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา