คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ หากคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูลและมีลักษณะประวิงคดี และหากผู้ร้องไม่วางเงินประกัน ศาลสั่งจำหน่ายคดีได้
2. การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและเป็นเจ้าบ้าน ไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในบ้าน
ย่อคำพิพากษา
เมื่อพยานหลักฐานในเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องนั้นไม่มีมูล และยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้าศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องวางเงินต่อ ศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288(1) เมื่อผู้ร้องไม่วางเงินประกันก็สั่งให้จำหน่ายคดีได้
ผู้ที่มีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านแม้จะมีฐานะ เป็นเจ้าบ้าน ก็หาใช่เป็นหลักฐานว่าผู้นั้นมีกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านเลขที่ ๑๔๙ ตามบัญชีทรัพย์ที่ยึดอับดับ ๔ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ให้การคัดค้านว่าบ้านเลขที่ ๑๔๙ เป็นของจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง กับยื่อคำร้องว่าขณะจำเลยที่ ๒ นำบ้านเลขที่ ๑๔๙ มาจำนองกับโจทก์ ผู้ร้องก็ทราบและไม่คัดค้าน ทั้งบ้านดังกล่าวก็เป็นส่วนควบของที่ดิน จึงเป็นของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินนั้นด้วย ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อประวิงคดี จึงขอให้ผู้ร้องวางเงินต่อศาลเพื่อประกันความเสียหายที่โจทก์อาจได้รับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นประกันภายใน ๗ วัน เมื่อครอบกำหนดผู้ร้องไม่วางเงินประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีร้องขัดทรัพย์ออกจากสารบบความ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๕,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษาเมื่อผู้ร้องชำระเงินภายในกำหนด ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฎจากพยานหลักฐานในคดีนี้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๙, ๖๓๐ ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๖ จำเลยที่ ๒ ได้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นต่อโจทก์ เมื่อปรากฎจากบันทึกการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า บ้านเลขที่ ๑๔๙ ตั้งอยู่บนที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำนองต่อโจทก์ดังกล่าวโดยจำเลยที่ ๒ ยอมรับในบันทึกการยึดทรัพย์ว่าเป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้น ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า บ้านเลขที่ ๑๔๙ เป็นของจำเลยที่ ๒ จึงมีเหตุผล ส่วนคำร้องของผู้ร้องที่อ้างว่าบ้านดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องเป็นผู้ปลูกสร้างนั้น คงมีแต่สำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ ๑๔๙ ที่แสดงว่าผู้ร้องอยู่ในบ้านดังกล่าวในฐานะภรรยาของหัวหน้าบ้านเลขที่ ๑๔๙ เท่านั้น ซึ่งผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแม้จะมีฐานะเป็นเจ้าบ้าน ก็หาใช่เป็นหลักฐานว่าผู้นั้นมีกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นไม่ พยานหลักฐานในเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่มีมูล และยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า กรณีเช่นนี้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ร้องวางเงินต่อศาล เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ (๑) ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน โดยให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด ๑๐ วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ เมื่อผู้ร้องชำระเงินภายในกำหนด ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2532
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์
นางทรัพย์ ดาวจันทึก ผู้ร้อง
นางลำพอง อุบลโพธิ์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด · ผู้ร้อง - นางทรัพย์ ดาวจันทึก · จำเลย - นางลำพอง อุบลโพธิ์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายวรงค์พร จิระภาค · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเมธ อุปนิสากร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา