⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2097/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2097/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นิติบุคคลถูกเพิกถอนทะเบียนและเลิกไป ทำให้กรรมการของนิติบุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งและไม่มีอำนาจหน้าที่อีกต่อไป การที่กรรมการได้รับความรู้สึกหรือคาดคิดส่วนตัวว่าอาจได้รับความเสียหาย ไม่ถือเป็นความเสียหายโดยนิตินัยอันจะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคม ศ. เป็นการกระทำต่อสมาคม ศ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลมิได้กระทำต่อโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคณะกรรมการของสมาคม ศ. เป็นส่วนตัว และเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายทะเบียนสมาคมจังหวัดมีประกาศขีดชื่อสมาคม ศ. ออกจากทะเบียนสมาคมแล้ว อันเป็นเหตุให้สมาคม ศ. ต้อง เลิกไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1292(7) ไม่ได้เป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นกรรมการของสมาคม ศ. ในขณะนั้นจึงต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการของสมาคม ศ. ไปด้วย ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือความสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกันอีก แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะได้ บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับการดูหมิ่น เหยียดหยามจากบุคคลอื่น และอาจถูกสมาชิกของสมาคม ศ. เรียกร้องค่าเสียหายได้นั้น ก็เป็นความรู้สึกและคาดคิดส่วนตัวของโจทก์ทั้งเจ็ดเองถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเนื่องจากการออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยอันจะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1282 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1292

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๔๘๕ ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕, ๙, ๑๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องจำเลยที่ ๑ เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณืพิพากษายืน โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๔) หรือไม่ เห็นว่า สมาคมศาสนาสัมพันธ์ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งจากอธิบดีกรมการศาสนาตามใบอนุญาตเลขที่ ต.๒๑๕/๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ และสมาคมศาสนาสัมพันธ์ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ทะเบียนเลขที่ ๑๓๓๗ สมาคมศาสนาสัมพันธ์จึงเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๘๒ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่ ๕๒๐/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๔ เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมศาสนาสัมพันธ์ เลขที่ ต.๒๑๕/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำต่อสมาคมศาสนาสัมพันธ์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมิได้กระทำต่อโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นส่วนตัว และเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีในฐานะนายทะเบียนสมาคมจังหวัดราชบุรี มีประกาศจังหวัดราชบุรีขีดขื่อสมาคมศาสนาสัมพันธ์ออกจากทะเบียนสมาคมตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๔ อันเป็นเหตุให้สมาคมศาสนาสัมพันธ์ต้องเลิกไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๒ (๗) ไม่ได้เป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมศาสนาสัมพันธ์ในขณะนั้นจึงต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการของสมาคมศาสนาสัมพันธ์ไปด้วย ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือความสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกันอีก แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ได้รับความอับอาย ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากบุคคลอื่นโดยเฉพาะระดับผู้นำของประเทศที่ตอบรับเชิญเข้าร่วมประชุม ทำให้เสียเกียรติภูมิของโจทก์ทั้งเจ็ด และอาจถูกสมาชิกของสมาคมศาสนาสัมพันธ์เรียกร้องค่าเสียหายได้นั้น ก็เป็นความรู้สึกและคาดคิดส่วนตัวของโจทก์ทั้งเจ็ดเอง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย เนื่องจากการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยอันจะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งเจ็ดต่อไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดมานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2097/2532 นายคลุ้ม วัชโรบล กับพวก โจทก์ นายชงค์ วงษ์ขันธ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายคลุ้ม วัชโรบล กับพวก · จำเลย - นายชงค์ วงษ์ขันธ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดา โมกขมรรคกุล · สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสุพิน ไชยชาญ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4790/2533ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1974/2497ฎีกา 313/2526ฎีกา 605/2511ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 1680/2532ฎีกา 7281/2537ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 2747/2529ฎีกา 312/2534ฎีกา 4209/2567ฎีกา 276/2520ฎีกา 4977/2533ฎีกา 9083/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา