⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2144/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลสูงมีอำนาจวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์จะต้อง วินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยโดยไม่ปรากฏเหตุผลจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ คำพิพากษาศาลล่างไม่ได้ระบุว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามวรรคใด ศาลสูงแก้ไขให้ถูกต้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามทำไม้สักอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ... ภายในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ... ไว้ในครอบครองโดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยทั้งสามพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑, ๓๕ ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๗, ๑๑, ๖๙, ๗๔, ๗๔ ทวิ ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑, ๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๗, ๑๑, ๖๙, ๗๔, ๗๔ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ให้ลงโทษฐานทำไม่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท และฐานมีไม้หวงห้ามจำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๔,๐๐๐ บาท รวมจำคุกคนละ ๒ ปี ปรับคนละ ๙,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๔,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ของกลางริบ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษตามกฎหมายและขอไม่ให้รอการลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลยทั้งสามเมื่อไม่รอการลงโทษแล้วก็ไม่ปรับจำเลยทั้งสาม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามต่ำกว่าอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ จึงเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยโดยไม่ปรากฏเหตุผล เป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิด ๒ ข้อหา คือร่วมกันทำไม้โดยตัดฟัน โค่น เลื่อย และชักลากไม้สัก ไม้รัง ไม้ประดู่และไม้ทะโล้ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีไม้สัก ไม้รัง ไม้ประดู่และไม้ทะโล้ ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรายตรารัฐบาลขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑, ๓๕ ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๗, ๑๑, ๖๙, ๗๔, ๗๔ ทวิ ที่แก้ไขแล้ว ซึ่งความผิดข้อหาแรกเป็นกรณีที่ต้องด้วยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๒ ปี ถึง ๑๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๕๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยทั้งสามในข้อหานี้โดยให้จำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นการลงโทษต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ และในข้อหมายที่สองเป็นกรณีที่ต้องด้วยพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๒๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยทั้งสามในข้อหานี้โดยให้จำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นไม่ปรับ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และคำพิพากษา ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ระบุว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามวรรคใด เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้จำคุกคนละ ๒ ปี ฐานมีไม้หวงห้าม ให้จำคุกคนละ ๑ ปี รวมจำคุกคนละ ๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงให้จำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน ของกลางให้ริบ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2532 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายเฮือน ตันคำแดง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · จำเลย - นายเฮือน ตันคำแดง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศักดิ์ สนองชาติ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายกฤตศิลป์ กนกนาก · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 6911/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา