⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4180/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอนาจารโดยถอดเสื้อผ้าแล้วพยายามกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวที่มุ่งหมายจะกระทำชำเรา จึงลงโทษตามบทกฎหมายที่หนักที่สุดได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้ถอดกางเกงในของตนออกแล้วจับผู้เสียหายซึ่งมีอายุไม่เกิน 13 ปี ถอดเสื้อกางเกง จากนั้นพาไปนอนหงายบนฟูกของโจทก์ร่วม จำเลยนอนคว่ำทับ กอดจูบผู้เสียหายและได้พยายามเอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารและพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งอายุไม่เกิน 13 ปี การที่จำเลยได้กระทำอนาจารโดยถอดเสื้อผ้าจำเลยและผู้เสียหายแล้วนอนคว่ำทับ กอดจูบผู้เสียหายและได้พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันโดยมุ่งหมายที่จะกระทำชำเรา จึงเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 80, 279, 91 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก 80, 279 วรรคสอง การกระทำความผิดดังกล่าวเป็นกรรมเดียว ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 279 วรรคสอง ดังนี้ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก การที่โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงไม่ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ความผิดฐานนี้ยังไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และมาตรา 279 วรรคแรก มิใช่มาตรา 279 วรรคสองศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจปรับบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดคือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ให้ถูกต้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.214 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารและพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗, ๘๐, ๒๗๙, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ จำเลยให้การปฏิเสธ นายจังกีหรือจังกี่บิดาผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก, ๘๐, ๒๗๙ วรรคสอง การกระทำความผิดดังกล่าวเป็นกรรมเดียวให้ลงโทษบทหนัก ตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสอง จำคุกจำเลย ๖ ปี ให้ยกคำขอของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก, ๘๐, ๒๗๙ วรรคแรกให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก, ๘๐ กับให้ยกคำขอตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ ด้วย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รับฟังได้ว่าจำเลยได้ถอดกางเกงในของตนออกแล้วจับผู้เสียหายถอดเสื้อกางเกง จากนั้นพาไปนอนหงายบนฟูกของโจทก์ร่วม จำเลยนอนคว่ำทับ กอดจูบผู้เสียหายและได้พยายามเอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารและพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมีอายุไม่เกิน ๑๓ ปี การที่จำเลยได้กระทำอนาจารโดยถอดเสื้อผ้าจำเลยแลผู้เสียหายแล้วนอนคว่ำทับกอดจูบผู้เสียหายและได้พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันโดยมุ่งหมายที่จะกระทำชำเรา จึงเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง และฝ่ายโจทก์มิได้อุทธรณ์ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗ ความผิดในฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗ วรรคแรก จึงคลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แต่อย่างใด คงพิพากษาว่าความผิดดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง อันเป็นบทหนัก เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗ วรรคแรก และมาตรา ๒๗๙ วรรคแรก มิใช่มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดคือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ให้ถูกต้องได้ความผิดฐานนี้หาได้ยุติไปแล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2532 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายจังกีหรือจังกี่ แซ่เตีย โจทก์ร่วม นายชุมพล ทองแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · โจทก์ร่วม - นายจังกีหรือจังกี่ แซ่เตีย · จำเลย - นายชุมพล ทองแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · โสภณ รัตนากร · สุวรรณ ตระการพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายไพศาล รางชางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ ชื่นเจริญสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2544ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1022/2551ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 6321/2544ฎีกา 3329/2550ฎีกา 6505/2555ฎีกา 1165/2537ฎีกา 3577/2551ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1618/2499
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา