⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4351/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4351/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ธนาคารโจทก์ต้องนำสืบต่อศาล หากไม่นำสืบ โจทก์จะอ้างประกาศดังกล่าวเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้นั้น แม้จะออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม ก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ศาลจะรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารจะต้องนำสืบ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยผู้กู้ในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปี โดยอาศัยประกาศนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป ๓๙๕,๒๕๐ บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี และได้จำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าว จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ตามสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๔๔,๑๐๙.๔๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีในต้นเงิน ๓๘๘,๒๙๖.๖๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน ๓๘๘,๒๙๖.๖๔ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๓๙๒,๔๗๓.๔๙ บาทนับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๖ ถึงวันชำระเสร็จ หักด้วยดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวน ๙๔,๔๔๖.๖๔ บาท แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญากู้เงินระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีตามประเพณีของธนาคาร แต่ศาลล่างทั้งสองคิดให้ร้อยละ ๑๕ ต่อปี โจทก์ฎีกาว่าได้มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖) ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๒๖ กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายศาลรู้เองโจทก์ไม่ต้องนำสืบ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวแม้จะออกมาโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม ก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ศาลจะรับรู้ได้เอง ถือได้แต่เพียงเป็นประกาศที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศดังกล่าวโจทก์จะอ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวหาได้ไม่ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4351/2532 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ นางนิตยา เนียมคง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด · จำเลย - นางนิตยา เนียมคง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พนม พ่วงภิญโญ · สุทิน นนทแก้ว · ประเสริฐ บุญศรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายปรีชา เกษมสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี กอบบุญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 170/2546ฎีกา 3414/2541ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2657/2534ฎีกา 70/2518ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 5162/2553ฎีกา 1816/2534ฎีกา 174/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา