⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4609/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4609/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจชี้ขาดในคดีร้องขัดทรัพย์ได้ว่านิติกรรมที่อ้างว่าโอนกรรมสิทธิ์นั้นมีผลสมบูรณ์หรือไม่ โดยไม่ต้องให้ผู้ร้องไปฟ้องคดีใหม่เพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น

ย่อคำพิพากษา

ในชั้นร้องขัดทรัพย์ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์พิพาทไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง เพราะผู้ร้องซื้อจากจำเลยแล้ว และโจทก์ต่อสู้ว่าการซื้อขายทรัพย์พิพาททำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นหนี้โจทก์ ราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาท้องตลาด คู่สัญญาไม่มีเจตนาทำสัญญาผูกพันกันตามกฎหมาย ทรัพย์พิพาทยังเป็นของจำเลยอยู่ โจทก์มีสิทธิยึดได้ ประเด็นจึงมีว่าทรัพย์พิพาทยังเป็นของจำเลยหรือไม่ ศาลมีอำนาจชี้ขาดในคดีร้องขัดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ไปฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายเป็นคดีใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระหนี้เงินตามเช็ค ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ ๑๖๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดตึกแถวของจำเลยที่ ๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ เพราะผู้ร้องซื้อจากจำเลยที่ ๑ แล้ว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า สัญญาซื้อขายทรัพย์พิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ คู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันกันตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าเป็นหนี้โจทก์ และโจทก์จะดำเนินคดี จึงทำสัญญาขายที่ดินในราคาต่ำกว่าท้องตลาดเสียก่อน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า ประเด็นในคดีร้องขัดทรัพย์มีว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ ๑ ได้ขายตึกพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้ว จึงฟังได้ว่าตึกพิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ ส่วนการซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ จะเกิดขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวต่างหากจากคดีนี้พิพากษาให้ถอนการยึดทรัพย์ตึกแถวเลขที่ ๔๓๗-๔๓๘ (๕๔/๓๗-๓๘) ถนนท่าคราวน้อย ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ผู้ร้องอ้างว่าตึกพิพาทเป็นของผู้ร้อง แต่โจทก์อ้างว่าการซื้อขายตึกพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าเป็นหนี้โจทก์ ราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาท้องตลาด คู่สัญญาไม่มีเจตนาทำสัญญาผูกพันกันตามกฎหมาย ทรัพย์พิพาทจึงยังเป็นของจำเลยที่ ๑ อยู่โจทก์มีสิทธิยึดได้ ประเด็นจึงมีว่า ตึกพิพาทยังเป็นของจำเลยหรือไม่ และศาลมีอำนาจชี้ขาดในคดีร้องขัดทรัพย์นี้ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ไปฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายเป็นคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4609/2532 นางปราณี แซ่ตั้ง โจทก์ นายจงศักดิ์ รัชนกูล ผู้ร้อง นายธเนศ เจริญพิทักษ์ศิลป์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางปราณี แซ่ตั้ง · ผู้ร้อง - นายจงศักดิ์ รัชนกูล · จำเลย - นายธเนศ เจริญพิทักษ์ศิลป์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พนม พ่วงภิญโญ · ประชา บุญวนิช · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำปาง · ศาลอุทธรณ์ - นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 635/2511ฎีกา 2610/2538ฎีกา 805/2506ฎีกา 310/2534ฎีกา 5494/2541ฎีกา 960/2485ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา