⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 503/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2532

ป.อาญา ม.340 · ป.วิ.อาญา ม.195, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการปล้นทรัพย์และได้แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงแล้ว ไม่ถือเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์.

ย่อคำพิพากษา

คนร้ายปล้นทรัพย์ที่บ้านแล้วใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้ตายทั้งสามและ พ. เดินลัดทุ่งนาไปทางหลังบ้าน เมื่อห้างบ้าน 1กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงคนร้ายก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามและ พ.คนร้ายมิได้ยิงผู้ตายทั้งสามและพ. ขณะกระทำปล้นทรัพย์ เพิ่งลงมือยิงเมื่ออยู่ห่างไกลจากบ้านที่เกิดเหตุ 1 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางนานถึงครึ่งชั่วโมง การการกระทำของคนร้ายมิใช่เป็นการต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ไม่ใช่มาตรา 340 วรรคท้าย.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.340 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,340 ตรี, 289, 80, 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคท้าย, 340 ตรี ให้ประหารชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีนายพร จำปาวงศ์ ผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนั่งดูโทรทัศน์อยู่กับนางสมมารดา นางสาวกัลยาพี่สาวและนางสาวอักษรน้องสาวเปิดไฟนีออนขนาดยาวอยู่ 1 ดวง มีเสียงผู้ชายร้องเรียก มารดาเปิดหน้าต่างดูแล้วเปิดประตูออก มีชายสี่คนขึ้นมาบนบ้าน จำเลยเป็นคนร้ายที่ขึ้นบนบ้านครั้งแรกแล้วเอาอาวุธปืนจี้พี่สาวพยาน ระหว่างทางเดินไปทุ่งนาก็เอาอาวุธปืนจี้พี่สาวพยานตลอดเวลาก่อนเกิดเหตุประมาณ 3-4 วัน จำเลยไปที่บ้านพยานครั้งหนึ่งแล้ว ไปกับพวกประมาณ 6 คน มีคนร้ายที่ร่วมปล้นในวันเกิดเหตุด้วย ในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกนั่งคุยกับนายโฮกบิดาพยานเป็นเวลานาน พยานก็นั่งฟังจำเลยคุยด้วย นายประสิทธิ์ จำปาวงศ์ บุตรนายโฮกผู้ตายเบิกความว่า เคยเห็นจำเลยก่อนเกิดเหตุประมาณ 7 วันโดยจำเลยกับพวกมาคุยกับบิดาพยานที่บ้าน ก่อนไปโรงพยาบาลนายพรน้องชายพยานบอกว่าคนร้ายคือพวกที่ไปบ้านก่อนเกิดเหตุประมาณ7 วัน ซึ่งพยานรู้จักชื่อคนร้ายมาก่อน วันรุ่งขึ้นจึงบอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าคนร้ายคือนายแว นายเลา และนายแบน จำเลย ร้อยตำรวจโทพิบูลย์ โกมลแมน ผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้การว่าไปด้วย แต่ไม่ได้เป็นคนยิง และพันตำรวจตรีบุญเลิศ สุขเสวตร์พนักงานสอบสวนเบิกความว่านายพรและนายประสิทธิ์ว่าจำคนร้ายได้เป็นพวกที่เคยมาที่บ้านก่อนเกิดเหตุ 2-3 วัน ต่อมาได้สืบทราบว่าคนร้ายคือนายเลา นายสายพิณหรือยัก นายแล นายแบนจำเลย นายพรและนายดม ต่อมาจับนายสายพิณและนายแลได้ คนทั้งสองรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดคดีนี้ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีประจักษ์พยานที่เห็นคนร้ายในขณะเกิดเหตุเพียงนายพรปากเดียวมาเบิกความ แต่นายพรก็ได้มีโอกาสเห็นคนร้ายอยู่เป็นเวลานานตั้งแต่คนร้ายขึ้นบ้านและนั่งดูโทรทัศน์ด้วยโดยอาศัยแสงไฟนีออนขนาดยาวซึ่งน่าจะมีแสงสว่างมากพอที่จะเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน นายพรจึงได้บอกนายประสิทธิ์ว่าคนร้ายคือพวกที่เคยมาที่บ้านก่อนเกิดเหตุและเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และให้นายพรไปชี้ตัว นายพรก็ชี้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่ง น่าเชื่อว่านายพรจำจำเลยได้จริงร้อยตำรวจโทพิบูลย์ก็เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อจับจำเลยได้ชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การว่าไปด้วยแต่ไม่ได้เป็นคนยิง พยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกปล้นทรัพย์นายโฮกผู้ตายจริงดังฟ้อง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายพรผู้เสียหายเพียงว่า คนร้ายปล้นทรัพย์ที่บ้านแล้วใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้ตายทั้งสามและนายพรเดินลัดทุ่งนาไปทางหลังบ้าน เมื่อห่างบ้าน 1 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงคนร้ายก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามและนายพร เห็นได้ว่าคนร้ายมิได้ยิงผู้ตายทั้งสามและนายพรขณะทำการปล้นทรัพย์ เพิ่งลงมือยิงเมื่ออยู่ห่างไกลจากบ้านที่เกิดเหตุถึง 1 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางนานถึงครึ่งชั่วโมง เช่นนี้ การกระทำของคนร้ายดังกล่าวมิใช่เป็นการต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์ การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา340 วรรคสอง ซึ่งกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดไว้เบากว่า จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีให้ลงโทษจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบุรี โจทก์ นาย บุญ รอด หรือ เอก หรือ แบน ประสาท ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบุรี · จำเลย - นาย บุญ รอด หรือ เอก หรือ แบน ประสาท ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 3800/2564ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ