⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 503/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการปล้นทรัพย์และได้แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงแล้ว ไม่ถือเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์.

ย่อคำพิพากษา

คนร้ายปล้นทรัพย์ที่บ้านแล้วใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้ตายทั้งสามและ พ. เดินลัดทุ่งนาไปทางหลังบ้าน เมื่อห้างบ้าน 1กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงคนร้ายก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามและ พ.คนร้ายมิได้ยิงผู้ตายทั้งสามและพ. ขณะกระทำปล้นทรัพย์ เพิ่งลงมือยิงเมื่ออยู่ห่างไกลจากบ้านที่เกิดเหตุ 1 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางนานถึงครึ่งชั่วโมง การการกระทำของคนร้ายมิใช่เป็นการต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ไม่ใช่มาตรา 340 วรรคท้าย.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,340 ตรี, 289, 80, 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคท้าย, 340 ตรี ให้ประหารชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีนายพร จำปาวงศ์ ผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนั่งดูโทรทัศน์อยู่กับนางสมมารดา นางสาวกัลยาพี่สาวและนางสาวอักษรน้องสาวเปิดไฟนีออนขนาดยาวอยู่ 1 ดวง มีเสียงผู้ชายร้องเรียก มารดาเปิดหน้าต่างดูแล้วเปิดประตูออก มีชายสี่คนขึ้นมาบนบ้าน จำเลยเป็นคนร้ายที่ขึ้นบนบ้านครั้งแรกแล้วเอาอาวุธปืนจี้พี่สาวพยาน ระหว่างทางเดินไปทุ่งนาก็เอาอาวุธปืนจี้พี่สาวพยานตลอดเวลาก่อนเกิดเหตุประมาณ 3-4 วัน จำเลยไปที่บ้านพยานครั้งหนึ่งแล้ว ไปกับพวกประมาณ 6 คน มีคนร้ายที่ร่วมปล้นในวันเกิดเหตุด้วย ในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกนั่งคุยกับนายโฮกบิดาพยานเป็นเวลานาน พยานก็นั่งฟังจำเลยคุยด้วย นายประสิทธิ์ จำปาวงศ์ บุตรนายโฮกผู้ตายเบิกความว่า เคยเห็นจำเลยก่อนเกิดเหตุประมาณ 7 วันโดยจำเลยกับพวกมาคุยกับบิดาพยานที่บ้าน ก่อนไปโรงพยาบาลนายพรน้องชายพยานบอกว่าคนร้ายคือพวกที่ไปบ้านก่อนเกิดเหตุประมาณ7 วัน ซึ่งพยานรู้จักชื่อคนร้ายมาก่อน วันรุ่งขึ้นจึงบอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าคนร้ายคือนายแว นายเลา และนายแบน จำเลย ร้อยตำรวจโทพิบูลย์ โกมลแมน ผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้การว่าไปด้วย แต่ไม่ได้เป็นคนยิง และพันตำรวจตรีบุญเลิศ สุขเสวตร์พนักงานสอบสวนเบิกความว่านายพรและนายประสิทธิ์ว่าจำคนร้ายได้เป็นพวกที่เคยมาที่บ้านก่อนเกิดเหตุ 2-3 วัน ต่อมาได้สืบทราบว่าคนร้ายคือนายเลา นายสายพิณหรือยัก นายแล นายแบนจำเลย นายพรและนายดม ต่อมาจับนายสายพิณและนายแลได้ คนทั้งสองรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดคดีนี้ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีประจักษ์พยานที่เห็นคนร้ายในขณะเกิดเหตุเพียงนายพรปากเดียวมาเบิกความ แต่นายพรก็ได้มีโอกาสเห็นคนร้ายอยู่เป็นเวลานานตั้งแต่คนร้ายขึ้นบ้านและนั่งดูโทรทัศน์ด้วยโดยอาศัยแสงไฟนีออนขนาดยาวซึ่งน่าจะมีแสงสว่างมากพอที่จะเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน นายพรจึงได้บอกนายประสิทธิ์ว่าคนร้ายคือพวกที่เคยมาที่บ้านก่อนเกิดเหตุและเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และให้นายพรไปชี้ตัว นายพรก็ชี้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่ง น่าเชื่อว่านายพรจำจำเลยได้จริงร้อยตำรวจโทพิบูลย์ก็เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อจับจำเลยได้ชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การว่าไปด้วยแต่ไม่ได้เป็นคนยิง พยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกปล้นทรัพย์นายโฮกผู้ตายจริงดังฟ้อง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายพรผู้เสียหายเพียงว่า คนร้ายปล้นทรัพย์ที่บ้านแล้วใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้ตายทั้งสามและนายพรเดินลัดทุ่งนาไปทางหลังบ้าน เมื่อห่างบ้าน 1 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงคนร้ายก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามและนายพร เห็นได้ว่าคนร้ายมิได้ยิงผู้ตายทั้งสามและนายพรขณะทำการปล้นทรัพย์ เพิ่งลงมือยิงเมื่ออยู่ห่างไกลจากบ้านที่เกิดเหตุถึง 1 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางนานถึงครึ่งชั่วโมง เช่นนี้ การกระทำของคนร้ายดังกล่าวมิใช่เป็นการต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์ การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา340 วรรคสอง ซึ่งกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดไว้เบากว่า จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีให้ลงโทษจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบุรี โจทก์ นาย บุญ รอด หรือ เอก หรือ แบน ประสาท ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบุรี · จำเลย - นาย บุญ รอด หรือ เอก หรือ แบน ประสาท ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2018/2526ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3144/2527ฎีกา 1176/2519ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3639/2530ฎีกา 2299/2532ฎีกา 2473/2520ฎีกา 1908/2528ฎีกา 15717/2553ฎีกา 333/2527ฎีกา 599/2532ฎีกา 1072/2534ฎีกา 1946/2527ฎีกา 1637/2528ฎีกา 1587-1588/2503ฎีกา 6028/2552ฎีกา 1360/2509ฎีกา 1668/2522ฎีกา 1985/2531ฎีกา 730/2509ฎีกา 2274/2525ฎีกา 4268/2552ฎีกา 947/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ