⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 527/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ไม้ฟืนเป็นของป่า การเก็บหาไม้ฟืนในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิด การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดดังกล่าวถือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

ย่อคำพิพากษา

ไม้ฟืนเป็นไม้ที่ไม่เหมาะสมจะนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นนอกจากเป็นเชื้อเพลิง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗มาตรา ๔ ก็ได้ให้คำนิยามของคำว่าไม้กับคำว่าของป่าไว้แยกต่างหากจากกัน และไม้ฟืนถูกกำหนดให้เป็นของป่าอย่างหนึ่ง ไม้ฟืนจึงไม่ใช่ไม้ตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อจำเลยนำไม้ฟืนออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่มีความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม้ฟืนของกลางที่จำเลยรับจ้างบรรทุกรถยนต์มานั้นถูกเก็บกองอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดฐานเก็บหาไม้ฟืนซึ่งเป็นของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงยังไม่ขาดตอน การที่จำเลยหลบหนีไปเพราะพบเห็นเจ้าหน้าที่ แสดงว่าจำเลยทราบดีว่าไม้ฟืนของกลางอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยรับจ้างบรรทุกไม้ฟืนอันเป็นของป่าซึ่งมีผู้กระทำผิดนำมา กองไว้เพื่อจะนำออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดฐานเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ทวิ๗๑ ทวิ ลงโทษบทหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๐๗.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.4 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.4 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.11 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.29 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.74

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ แล้วทำไม้หวงห้ามประเภท ก. เก็บหาไม้ฟืนซึ่งของป่าหวงห้าม และทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต กับมีไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งยังไม่ได้แปรรูปไว้ในความครอบครองและมีไม้ฟืนอันเป็นของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองเกินปริมาตรที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ ที่แก้ไขแล้วพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๑๑, ๒๗, ๒๙, ๒๙ ทวิ,๖๙, ๗๑ ทวิ, ๗๓, ๗๔, ๗๔ จัตวา ที่แก้ไขแล้ว พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔ พระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง กำหนดปริมาณของป่าหวงห้ามที่ให้ค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้สอยในครัวเรือนแห่งตนได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๖ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ที่แก้ไขแล้ว ริบไม้และของป่าของกลาง กับจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑วางโทษจำคุก ๒ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔มาตรา ๒๙ ทวิ, ๗๑ ทวิ วางโทษจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาทเรียงกระทงลงโทษรวมเป็นจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาทไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน ข้อหาอื่นให้ยก จ่ายสินบนนำจับกึ่งค่าปรับ ไม้หรือของป่าให้ริบ โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ คงจำคุกจำเลย ๖ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกไม้ของกลางเต็มคันรถมาติดหล่มอยู่ในบริเวณป่าแม่สลิดและป่าโป่งแดงอันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติเจ้าหน้าที่นำไม้ของกลางบนรถยนต์ดังกล่าวมาตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าไม้ทั้งหมดมีปริมาตรรวม ๒๗.๗๘ ลูกบาศก์เมตร เป็นไม้ฟืน ๒๔.๐๘ ลูกบาศก์เมตรส่วนที่เหลืออีก ๓.๗๐ ลูกบาศก์เมตร ที่โจทก์อ้างว่าเป็นไม้รังและไม้แดง อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. นั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ต่อไปอีกว่า ไม้ดังกล่าวทั้ง ๓.๗๐ลูกบาศก์เมตร ก็เป็นไม้ฟืนด้วย สำหรับความผิดฐานมีของป่าหวงห้าม(ฟืน) เกินปริมาณกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีคงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะมีความผิดฐานทำไม้ และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ ที่แก้ไขแล้วหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาในข้อแรกว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าไม้ทั้งหมดเป็นไม้ฟืนก็ถือว่าเป็นไม้ เมื่อจำเลยนำไม้ดังกล่าวออกจากป่า จึงถือว่าเป็นการทำไม้ตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่าไม้ฟืนเป็นไม้ที่ไม่เหมาะสมจะนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นนอกจากเป็นเชื่อเพลิง ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา ๔ ก็ได้ให้คำนิยามของคำว่าไม้กับคำว่าของป่าไว้แยกต่างหากจากกัน สำหรับไม้ฟืนนั้นถูกกำหนดให้เป็นของป่าอย่างหนึ่ง ดังนั้นไม้ฟืนจึงไม่ใช่ไม้ตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เมื่อจำเลยนำไม้ฟืนออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่มีความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีพยานนำสืบว่า เห็นจำเลยขับรถยนต์บรรทุกไม้ของกลางติดหล่มอยู่ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และจำเลยยอมรับว่ารับจ้างนายยมบรรทุกไม้ที่มีอยู่ในป่านั้นถือว่าจำเลยเป็นตัวการที่ร่วมเก็บหาไม้ของกลางซึ่งเป็นของป่าเพราะการเป็นตัวการนั้น จำเลยไม่ต้องลงมือเก็บหาไม้เอง เพียงแต่รับแบ่งหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกไม้ของกลาง ก็ถือว่าเป็นตัวการร่วมเก็บหาของป่าแล้ว เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกในการกระทำผิดเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงไม่มีข้อหาหรือประเด็นว่า จำเลยกระทำผิดร่วมกับพวกหรือไม่ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่โดยเหตุที่คดีได้ความจากคำเบิกความของพันโทฟูเกียรติ เงินช้าง พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยว่า ก่อนจับกุมนายอำเภอบ้านตากได้รายงานทางวิทยุต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตากว่า มีผู้ลักลอบตัดไม้ในป่าที่เกิดเหตุ มีกองไม้ใหญ่จำนวน ๔ กอง ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปจับกุม เพราะจะมีการขนย้ายออก ทั้งจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าเมื่อขับรถยนต์ไปถึงกองไม้ นายยมก็ว่าจ้างคนงานขนไม้ขึ้นบรรทุกรถยนต์เมื่อจำเลยขับรถยนต์ออกจากที่ดังกล่าวมาได้ประมาณครึ่งกิโลเมตรก็ติดหล่มข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ไม้ฟืนของกลางที่จำเลยรับจ้างบรรทุกรถยนต์มานั้นถูกเก็บกองอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดฐานเก็บหาไม้ฟืนซึ่งเป็นของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงยังไม่ขาดตอน เมื่อพฤติการณ์ที่จำเลยหลบหนีไปขณะพบเห็นเจ้าหน้าที่ แสดงว่าจำเลยทราบดีว่าไม้ฟืนของกลางอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยรับบรรทุกไม้ฟืนอันเป็นของป่าซึ่งมีผู้กระทำผิดนำมากองไว้ เพื่อจะนำออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดฐานเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเสียเลยทีเดียวโดยไม่ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้วประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทคือ เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ดังที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาด้วย จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลย ๑ ปี ๖ เดือนโดยไม่รอการลงโทษและไม่จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2532 พนักงานอัยการ จังห วัด ตาก. นาย เ สนอ พ่วงน่วม.

รายละเอียดคดี

คู่ความวัด ตาก. - พนักงานอัยการ จังห · สนอ พ่วงน่วม. - นาย เ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3889/2543ฎีกา 1862-1863/2512ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 959/2531ฎีกา 3637/2559ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3646/2565ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 2197/2547ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา