⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 600/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 600/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ แม้จะเกิดขึ้นในวันเวลาเดียวกัน ก็ถือเป็นความผิดคนละกรรมกัน. การรอการลงโทษจำคุกนั้น จะพิจารณาจากเหตุผลที่สมควรแก่การรอเท่านั้น เหตุผลส่วนตัวหรือภาระทางครอบครัวของผู้กระทำผิด ไม่ถือเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษได้.

ย่อคำพิพากษา

แม้ในคำฟ้องโจทก์จะบรรยายการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง และฐานพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนนั้นไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นวันเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวสามารถแยกต่างหากจากกันได้ จึงมิใช่ความผิดกรรมเดียวแต่เป็นความผิดสองกรรม จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งอาวุธปืนที่จำเลยพกพาไปก็ยังเป็นอาวุธปืนชนิดทำเองและไม่มีหมายเลขทะเบียนประจำอาวุธปืนอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กับได้ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด และหากจะฟังตามข้ออ้างของจำเลยว่าจำเลยเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจนได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน กรรมการวัด และผู้สื่อข่าวสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กับต้องมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ถ้าจำเลยถูกจำคุก ครอบครัวของจำเลยจะได้รับความลำบากเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลย.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกสั้น ขนาด .22 ชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1กระบอก และมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 6 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยได้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยเปิดเผย ไม่มีเหตุสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และขอให้ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองจำคุก 1 ปี ฐานพกพาอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยมีผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุรวมกันมาในข้อเดียวกัน มิได้แยกรายละเอียดว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนในครอบครองเกิดเหตุที่ไหน วันเวลาใด และความผิดฐานพกพาอาวุธปืนเกิดเหตุที่ไหน วันเวลาใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมและตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แต่เป็นการฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็เรียงกระทงลงโทษจำเลยไม่ได้ ในปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ พิเคราะห์แล้ว เกี่ยวกับเวลาและสถานที่เกิดเหตุคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2531 เวลากลางวันจำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือข้อ (ก) จำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯลฯ กับข้อ (ข) จำเลยได้พาอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดดังกล่าวในฟ้อง ข้อ (ก) ติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะฯลฯ เหตุในฟ้องข้อ (ก) และ (ข) เกิดที่ตำบลบุสูง กิ่งอำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวโจทก์ระบุเวลาเกิดเหตุคลุมถึงการกระทำตามฟ้องข้อ (ก) และ (ข)แล้ว ส่วนสถานที่เกิดเหตุโจทก์ก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่า การกระทำของจำเลยเกิดที่ตำบล อำเภอ จังหวัดใด ถือได้ว่าเป็นการบรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบุรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้นศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในคำฟ้องโจทก์จะบรรยายการกระทำของจำเลยเป็นวันเวลาเดียวกันก็ตามแต่การมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง และการพาอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนนั้นไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องจึงมิใช่ความผิดกรรมเดียว แต่เป็นความผิดสองกรรม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษไว้นั้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งอาวุธปืนซึ่งจำเลยพกพาไปก็ยังเป็นอาวุธปืนชนิดทำเอง และไม่มีหมายเลขทะเบียนประจำอาวุธปืนอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กับได้ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด และถึงหากจะฟังตามข้ออ้างของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจนได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการพัฒนาหมู่บ้านกรรมการวัด และผู้สื่อข่าวสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กับต้องมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ถ้าจำเลยถูกจำคุกครอบครัวของจำเลยจะได้รับความลำบากเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองซึ่งได้พิพากษาต้องกัน ไม่รอการลงโทษให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น' พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 600/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีสะเกษ โจทก์ นาย เปลี่ยน เพ็ง แจ่ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีสะเกษ · จำเลย - นาย เปลี่ยน เพ็ง แจ่ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศักดิ์ สนองชาติ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1891/2500ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ