⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1030/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2533

ป.อาญา ม.76 · ป.วิ.อาญา ม.15, 176, 185 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การอุทธรณ์ต้องยกประเด็นข้อพิพาทที่ต้องการให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยขึ้นมาโดยชัดแจ้ง * คำพิพากษาคดีอาญาคดีหนึ่งไม่ผูกพันศาลที่จะต้องวินิจฉัยคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง แม้จะมีข้อเท็จจริงบางส่วนเกี่ยวพันกัน * การกระทำความผิดของผู้เยาว์ที่แสดงถึงความรู้สึกผิดชอบเสมือนผู้ใหญ่ อาจเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงขอลดมาตราส่วนโทษโดยมิได้อุทธรณ์ในปัญหาที่ว่าจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้อง ปัญหานี้จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา การพิพากษาคดีอาญา หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น ดังนั้นเมื่อ ว. ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกับจำเลยถูกฟ้องในคดีอื่น และศาลพิพากษายกฟ้องเพราะไม่มีประจักษ์พยาน จึงไม่ผูกพันศาลว่าจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีนี้ด้วย แม้จำเลยจะกระทำผิดขณะมีอายุ 18 ปี แต่พฤติกรรมที่จำเลยร่วมกันวางแผนกระทำความผิดและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ส่อแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผิดชอบเสมือนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ศาลใช้ดุลพินิจไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๙๙, ๒๘๙ (๔) (๖) (๗), ๓๔๐ วรรคท้าย, ๓๔๐ ตรี, ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิและริบของกลาง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๓ ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๓ คงพิจารณาเฉพาะจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้อง ให้เรียงกระทงลงโทษ ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๔๐ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรีให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนฯ ให้จำคุกคนละ ๒ ปี ฐานพาอาวุธปืนให้จำคุกคนละ ๑ ปี ฐานลอบฝังศพเพื่อปิดบังการตายฯ ให้จำคุกคนละ๑ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นให้จำคุกตลอดชีวิต และจำคุก ๒ ปี เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก ๕๐ ปี รวมเป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๕๒ ปี ริบของกลาง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๕๐ ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นตอนเกิดเหตุมาสืบ จะนำเอาพยานแวดล้อมและคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยไม่สมัครใจและคำรับสารภาพในชั้นพิจารณามาฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหาได้ไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงขอลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ โดยจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ในปัญหาที่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำผิดตามฟ้องปัญหานี้จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า นายวชิระหรือเต้น จำเลยที่ ๓ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง เพราะไม่มีประจักษ์พยาน ควรยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ด้วยนั้น เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญา หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่นฉะนั้น เมื่อนายวชิระหรือเต้นไม่ได้เป็นจำเลยในคดีเดียวกันกับจำเลยทั้งสองแล้ว การที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีนายวชิระหรือเต้นเพราะไม่มีประจักษ์พยาน จึงหาได้ผูกพันว่าศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วยไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายว่า ขณะกระทำผิด จำเลยที่ ๑ ที่ ๒อายุ ๑๘ ปี ทั้งได้ให้การรับสารภาพตลอดมา ควรได้ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ด้วย นั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำความผิดในขณะที่มีอายุ ๑๘ ปี แต่พฤติกรรมที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตั้งแต่เริ่มแรกโดยร่วมกันวางแผนและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เป็นพฤติกรรมอันส่อแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผิดชอบเสมือนเป็นผู้ใหญ่แล้วที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่ลดมาตราส่วนโทษ ชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2533 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายนเรศหรือแขก กล่ำพูล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระยอง · จำเลย - นายนเรศหรือแขก กล่ำพูล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พนม พ่วงภิญโญ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · นำชัย สุนทรพินิจกิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายอร่าม เสนามนตรี · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 185/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 605/2511ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา