⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1845/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1845/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การออกเช็คโดยไม่มีเจตนาที่จะให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534

ย่อคำพิพากษา

พ. เป็นพนักงานของคุรุสภาผู้เสียหาย มีหน้าที่เก็บเงินค่าเดินทางไปทัศนศึกษา ของสมาชิกคุรุสภา ปรากฏว่าเงินขาดบัญชีไป เพื่อให้ปรากฏหลักฐานทางบัญชีเต็มยอดเงิน พ. ได้ยืมเช็คพิพาทจากจำเลยเพื่อนำมาเข้าบัญชีแทนเงินที่ขาดหายไป โดยจะไม่นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเพียงนำมาเป็นประกันเท่านั้น ซึ่ง ด.ผู้บังคับบัญชาของ พ. ก็ทราบแล้ว ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยกับ พ.ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาทต่อกัน จำเลยไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อเจตนาชำระหนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือโดยขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค ตามฟ้องโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็ค ๔ ฉบับ โดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือโดยขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ จำคุกกระทงละ๖ เดือน เรียงกระทงลงโทษ ๔ กระทง รวมจำคุก ๒๔ เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ ตามเช็คเอกสารหมาย จ.๔, จ.๖, จ.๘ และ จ.๑๐ มอบให้นางพวงเพชร เจริญสุขภาพประจำฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู ของคุรุสภาผู้เสียหายแล้วนางพวงเพชรนำเช็คพิพาทไปจ่ายให้คุรุสภาเพื่อเป็นค่าเดินทางของข้าราชการครูที่จะไปทัศนศึกษาต่างประเทศ ในโครงการเดินทางเพื่อการศึกษาของคุรุสภา ต่อมาคุรุสภาเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมาหรือไม่ นายดุสิต บุณยากร พยานโจทก์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพครู คุรุสภา ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโครงการเดินทางเพื่อการศึกษาของคุรุสภาดังกล่าว เบิกความว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนี้ นางพวงเพชรจะนำมาจากที่ไหนไม่ทราบ แต่พยานเห็นจำเลยลงลายมือชื่อสั่งในเช็คและส่งมอบให้แก่นางพวงเพชร และทราบต่อมาในภายหลังว่านางพวงเพชรนำเช็คดังกล่าวมาชำระหนี้ค่าเดินทางนางพวงเพชร พยานโจทก์เบิกความฟังได้ว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๒๙ ซึ่งจะมีการปิดงบบัญชีในเดือนกันยายน ๒๕๒๙ เงินค่าเดินทางในโครงการเดินทางเพื่อการศึกษาของคุรุสภา รุ่น ๙ ขาดหายไปประมาณ ๗๐๐,๐๐๐บาทเศษ พยานจึงได้แจ้งให้นายดุสิตทราบเรื่อง นายดุสิต นางภาณีจั่นวัฒนพงศ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินและพยานจึงนำเงินในโครงการรุ่นที่ ๑๐ มาใส่ให้เต็มเพื่อจะปิดงบบัญชีลงก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน๒๕๒๙ เมื่อนำเงินมาใส่ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเงินค่าเดินทางยังขาดอยู่อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นางภาณีให้พยานไปยืมเช็คใครก็ได้มาใส่ให้เต็มยอดเงิน มิฉะนั้นทางงบประมาณจะไม่ยอมให้ผ่าน และจะเป็นการเสียหายมาก วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๙ ตอนเย็น นางถนิมประสงค์ศิลป์ ซึ่งทำงานอยู่ในสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาด้วยกันและเป็นเพื่อนกับพยานได้มาที่ห้องทำงานพยาน พยานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง นางถนิมแนะนำว่ามีเพื่อนรุ่นน้องคือจำเลยมีเช็คอยู่ไม่ทราบว่าจำเลยจะยอมให้เช็คยืมมาหรือไม่ ในคืนวันที่ ๓๐ กันยายนดังกล่าว พยานจึงไปที่บ้านนางถนิมซึ่งอยู่ติดกับบ้านของจำเลยได้มีการพูดจากับจำเลยเพื่อขอยืมเช็คประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยยอมให้ยืมโดยออกเช็คให้แต่ไม่ใช่เช็คพิพาทคดีนี้ วันรุ่งขึ้นนางพวงเพชรนำเช็ค ๒๐๐,๐๐๐ บาทดังกล่าวมาให้ทางสำนักงานปรากฏว่าเช็คฉบับนี้เรียกเก็บเงินได้ เพราะนายดุสิตให้พยานนำเงินโครงการรุ่นที่ ๑๐ มา ให้พยานนำไปเข้าบัญชีของจำเลย เป็นเหตุให้เงินสดในโครงการรุ่นที่ ๑๐ หายไปอีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมดในโครงการรุ่นที่ ๑๐ เงินคงหายไปประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท นายดุสิตจึงให้พยานไปยืมเช็คจากจำเลยมาอีกครั้งหนึ่ง จำเลยออกเช็คให้สี่ฉบับรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๐๗,๐๐๐ บาท โดยส่วนตัวพยานกับจำเลยไม่รู้จักกันต่อมาปรากฏว่าเช็คทั้งสี่ฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ ทางคุรุสภาได้ดำเนินคดีกับพยานในข้อหายักยอกตลอดจนนายดุสิตและนางสมศรีทิพย์บันเทิง ผู้ช่วยพยานก็ถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน พยานและคนอื่นทราบจากจำเลยล่วงหน้าแล้วว่าเงินในบัญชีของจำเลยไม่มีในวันที่เช็คถึงกำหนด นายดุสิตพูดกับจำเลยด้วยว่า เช็คทั้งสี่ฉบับนำมาเพียงเป็นประกันเท่านั้น จะไม่มีการนำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยกับนางพวงเพชรไม่มีมูลหนี้ตามเช็คต่อกัน นางพวงเพชรขอยืมเช็คจากจำเลยมาเพื่อนำเข้าบัญชีแทนเงินที่ขาดบัญชีโดยจะไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจำเลยไม่ได้ออกเช็คเพื่อเจตนาชำระหนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือโดยขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่า จำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค ตามฟ้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1845/2533 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นางพิมพ์พรรณ บุญประตูไชย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นางพิมพ์พรรณ บุญประตูไชย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มีพาศน์ โปตระนันทน์ · เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายจรูญ วงศ์นิวัติขจร · ศาลอุทธรณ์ - นายประคอง มากมิ่ง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6223/2534ฎีกา 5414/2536ฎีกา 595/2519ฎีกา 2387/2533ฎีกา 5822/2531ฎีกา 594/2532ฎีกา 666/2502ฎีกา 2246/2526ฎีกา 2829/2531ฎีกา 830/2510ฎีกา 1368/2505ฎีกา 1379/2524ฎีกา 2410/2523ฎีกา 3792-3793/2529ฎีกา 3834/2526ฎีกา 729/2530ฎีกา 1465/2531ฎีกา 1018/2507ฎีกา 5103/2528ฎีกา 1915/2529ฎีกา 164/2512ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 672/2519ฎีกา 1044/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา