คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาว่าการกระทำแต่ละครั้งเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันโดยเด็ดขาดหรือไม่ หากการกระทำแต่ละครั้งมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน และก่อให้เกิดผลเสียหายแยกต่างหากจากกัน ถือว่าเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทำการหลอกลวงประชาชนโดยวิธีประกาศโฆษณา ณ ที่หน้าที่ทำการของจำเลย และโดยทางหนังสือพิมพ์หลายครั้ง ทั้งมีผู้เสียหายหลายคนมาสมัครไปทำงานในต่างประเทศกับจำเลยตามที่จำเลยหลอกลวงคนละวันคนละเวลากันและจ่ายเงินให้แก่จำเลยไปคนละวันคนละเวลากัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๘๓, ๙๑, ๓๔๑, ๓๕๓ และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคน
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓ ลงโทษจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคน
โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๒
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก มาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า การกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันหรือไม่ว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๑ได้ทำการหลอกลวงประชาชนโดยวิธีประกาศโฆษณา ณ ที่หน้าที่ทำการของจำเลยที่ ๑ และโดยทางหนังสือพิมพ์หลายครั้ง ทั้งมีผู้เสียหายหลายคนมาสมัครไปทำงานในต่างประเทศกับจำเลยตามที่จำเลยที่ ๑ หลอกลวงคนละวันคนละเวลากัน และจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปคนละวันคนละเวลากัน การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่จำเลยที่ ๑ มีเจตนามุ่งกระทำต่อประชาชนเพียงครั้งเดียวและเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ดังนั้น จึงต้องลงโทษจำเลยที่ ๑ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓๒ วรรคแรก, ๘๓ ประกอบมาตรา ๙๑ เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ ๑ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๙,๐๐๐ บาท รวม ๙ กระทง เป็นเงิน ๘๑,๐๐๐ บาทจำเลยที่ ๑ ได้คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายบางส่วน ถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๔,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ วรรคแรก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2533
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดยุติธรรมบริการ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดยุติธรรมบริการ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญาธนบุรี - นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน · ศาลอุทธรณ์ - นายมีพาศน์ โปตระนันทน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา