คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่จำกัดการประกอบอาชีพของลูกจ้างภายหลังการจ้างสิ้นสุดลง จะไม่เป็นโมฆะหากมีขอบเขตจำกัดเพียงพอในเรื่องประเภทของงาน ระยะเวลา และพื้นที่ ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของลูกจ้างทั้งหมด และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ย่อคำพิพากษา
สัญญาที่บริษัทโจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองซึ่ง เป็นลูกจ้างว่าภายในกำหนดเวลา 24 เดือน นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง ลูกจ้างจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการพัฒนา ทำ ผลิต หรือจำหน่าย (สุดแต่ จะพึงปรับได้ กับกรณีของลูกจ้าง) ซึ่ง ผลิตภัณฑ์อันเป็นการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทโจทก์ที่ตนได้ เคยมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ในระหว่างที่ทำงานกับบริษัทโจทก์ โดย ไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทโจทก์ สัญญาดังกล่าวไม่ได้ห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้กระทำโดยเด็ด ขาด คงห้ามจำเลยเฉพาะสิ่งที่เป็นการแข่งขันกับงานของบริษัทโจทก์ และในส่วนของงานที่จำเลยเคยทำกับบริษัทโจทก์ ทั้งเป็นการห้ามเพียงตาม กำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ไม่เป็นการตัด การประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในเชิง การประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยทั้งสองลูกจ้างได้ทำสัญญากับโจทก์ไม่ว่าจะไม่ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ตนเคยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองไปทำงานกับบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการแข่งขันกับโจทก์ และใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า แม้จะไปทำงานกับบริษัทอื่นก็ไม่ได้เปิดเผยสูตรหรือความลับที่จะทำให้โจทก์เสียหาย และไม่ได้ผิดสัญญาทั้งสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าสัญญาข้อ 9 (ข) (2) ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับใช้ ได้พิจารณาสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในข้อที่กล่าวแล้วมีความว่า "9. ลูกจ้างให้สัญญาว่าจะไม่กระทำการต่อไปนี้โดยมิได้รับความยินยอมจากบริษัท...(ข) ภายในกำหนดเวลา 24 เดือน นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง...(2) เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือดำเนินการไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการพัฒนา ทำ ผลิต หรือจำหน่าย (สุดแต่จะพึงปรับได้กับกรณีของลูกจ้าง) ซึ่งผลิตภัณฑ์อันเป็นการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทซึ่งตนได้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในระหว่างที่ทำงานกับบริษัท"ตามสัญญาดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นการห้ามจำเลยทั้งสองมิให้กระทำโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสองอาจกระทำได้เมื่อได้รับความยินยอมจากโจทก์การกระทำที่ห้ามนั้นเป็นการห้ามเฉพาะสิ่งที่เป็นการแข่งขันกับงานของโจทก์ และเฉพาะส่วนของงานที่จำเลยทั้งสองเคยทำกับโจทก์ทั้งกำหนดเวลาที่ห้ามไว้นั้นก็มีเพียง 24 เดือน นับแต่จำเลยทั้งสองพ้นจากการเป็นลูกจ้างโจทก์เท่านั้น ลักษณะของข้อสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยเจตนาของคู่กรณีเช่นนี้ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งสองหมดทีเดียว เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และกำหนดไว้ไม่นานเกินสมควร เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบ ในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ข้อสัญญาดังกล่าวนี้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนมีผลใช้บังคับกันได้ไม่เป็นโมฆะ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2533
บริษัท ดับ บลิว.อาร์.เกรซ (ไทยแลนด์ ) จำกัด โจทก์
นาย ยงศักดิ์ พุ่ม สกุล กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัท ดับ บลิว.อาร์.เกรซ (ไทยแลนด์ ) จำกัด · จำเลย - นาย ยงศักดิ์ พุ่ม สกุล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุดม เฟื่องฟุ้ง · เคียง บุญเพิ่ม · ปรีชา ธนานันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา