คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตกลงยอมความในหนี้ที่เกิดจากความผิดอาญา ถือเป็นการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ หากเป็นความผิดต่อส่วนตัว
ย่อคำพิพากษา
จำเลยได้ยักยอกสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไป ต่อมาผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยโดยยอมรับเอาบ้านจำเลยเป็นการตีใช้หนี้ค่าสร้อยคอทองคำดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการตกลงยอมความทั้งในทางอาญาและทางแพ่งแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยักยอกสร้อยคอทองคำจำนวน ๕ เส้น ของผู้เสียหายไปขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๒ จำคุก ๕ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำ ๕ เส้น เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาฟังได้ยุติว่า ตามวันเวลาที่โจทก์กล่าวหา จำเลยได้ครอบครองสร้อยคอทองคำจำนวน ๕ เส้น ราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาสร้อยคอดังกล่าวนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเคยตกลงกันว่าจำเลยจะยกบ้านของจำเลยตีใช้หนี้ค่าสร้อยคอทองคำจำนวน ๕ เส้น โดยให้ทนายความทำสัญญาให้ ในสัญญามีข้อความตามที่ตกลงกัน ภายหลังทำสัญญาแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากบ้าน ประกอบกับผู้เสียหายเห็นบ้านของจำเลยแล้ว จึงเปลี่ยนใจและฉีกสัญญาทิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ผู้เสียหายยอมรับเอาบ้านจำเลยเป็นการตีใช้หนี้และทำสัญญายอมความนั้น เป็นการยอมความที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยโดยยอมรับเอาบ้านจำเลยเป็นการตีใช้หนี้ค่าสร้อยคอทองคำจำนวน ๕ เส้น ถือได้ว่าเป็นการตกลงยอมความทั้งในทางอาญาและทางแพ่งแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๒) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2533
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์ โจทก์
นายวิรัช กล้าแรง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์ · จำเลย - นายวิรัช กล้าแรง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · พินิจ ฉิมพาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงสุรินทร์ - นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพี้ยน พุทธสุอัตตา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา