⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3894/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3894/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์หนีไปและพาไปกระทำอนาจารและพยายามข่มขืน ถือเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 284 และ 318 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม มาตรา 318 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าเป็นความผิด 2 กระทง และแก้บทกฎหมายทั้ง 2 มาตราดังกล่าว โดยระบุวรรคเสียให้ชัดเจน แต่คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวมแล้วมีกำหนด 4 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อย โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก การที่ผู้เสียหายกระโดดลงจากเรือนหนีไปเกิดเพราะจำเลยเป็นต้นเหตุให้หนี ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของผู้เสียหายเองและยังหลบหนีไปไม่ไกลจะถือว่าขณะนั้นผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมไม่ได้ และการที่ต่อจากนั้น จำเลยเข้าไปจับผมผู้เสียหายดึงไปทั้งขู่ไม่ให้ร้อง และพาผู้เสียหายไปที่ทุ่งนาห่างบ้านเกิดเหตุประมาณ 1 เส้น เพื่อกระทำอนาจารและพยายามข่มขืนผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๘๔, ๓๑๘, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕, ๙๑ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๘๔,๓๑๘, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕, ๘๐, ๙๑ ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และพยายามข่มขืนกระทำชำเราเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามมาตรา ๒๗๖, ๘๐ จำคุก ๑๒ ปี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร และพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา ๓๑๘ จำคุก ๔ ปี รวมจำคุก ๑๖ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๘๐, ๓๖๔, ๓๖๕ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๘๐ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๘ ปี กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง สำหรับโทษทั้งสองกระทงหลังนี้ คงให้จำคุก ๔ ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑๒ ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๑๘ (ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด) จำคุก ๔ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าเป็นความผิด ๒ กระทง และแก้บทกฎหมายทั้ง ๒ มาตราดังกล่าวโดยระบุวรรคเสียให้ชัดเจน แต่คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวมแล้วมีกำหนด ๔ ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อย โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าข้อหาพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ผู้เสียหายกระโดดลงเรือหนีไปจากโจทก์ร่วมเอง โดยจำเลยมิได้ชักชวนหรือบังคับให้ผู้เสียหายไปจากโจทก์ร่วม จึงยังถือไม่ได้ว่าในขณะนั้นผู้เสียหายอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วม แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายถูกบังคับไปเพื่อการอนาจารและพยายามข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำดังกล่าวก็ไม่เป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ นั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายกระโดดลงเรือนหนีไปเกิดเพราะจำเลยเป็นต้นเหตุให้หนี ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของผู้เสียหายเอง และยังหลบหนีไปไม่ไกล จะถือว่าขณะนั้นผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมไม่ได้ และการที่ต่อจากนั้นจำเลยเข้าไปจับผมผู้เสียหายดึงไปทั้งขู่ไม่ให้ร้อง และหาผู้เสียหายไปที่ทุ่งนาห่างบ้านเกิดเหตุประมาณ ๑ เส้น เพื่อกระทำอนาจารและพยายามข่มขืนผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ วรรคสามแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3894/2533 พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ นางเทียม สอนศักดิ์ โจทก์ร่วม นายเฉลาหรือเสลา ไกรรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย · โจทก์ร่วม - นางเทียม สอนศักดิ์ · จำเลย - นายเฉลาหรือเสลา ไกรรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · มีพาศน์ โปตระนันทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดหนองคาย - นายไทจิตร สวัสดิสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายสมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1203/2482ฎีกา 99/2541ฎีกา 1047/2498ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 3300/2552ฎีกา 164/2553ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1209/2523ฎีกา 119/2517ฎีกา 395/2484ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1254/2494ฎีกา 9076/2558ฎีกา 540/2485ฎีกา 132/2481ฎีกา 149/2521ฎีกา 34/2491ฎีกา 1230/2515ฎีกา 472/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา