⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4757/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่ทายาทได้ - การครอบครองทรัพย์มรดกของผู้เยาว์โดยมารดาแทนผู้เยาว์ ถือเป็นการครอบครองแทนผู้เยาว์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย โดยตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของผู้ตายกับโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2527 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ เช่นนี้โจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และตามคำฟ้อง โจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์สินของผู้ตายทั้งในฐานะที่โจทก์เป็นภรรยามีส่วนแบ่งในสินสมรสของผู้ตาย ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของผู้ตายและในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ฟ้องในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าวรวมกันมาโจทก์ย่อมฟ้องรวมกันมาได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยา เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ในฐานะคู่สมรสทายาทและผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป เช่นนี้ หาใช่ฟ้องในฐานะภรรยาหรือทายาทแต่อย่างเดียวไม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทได้ กรณีไม่เป็นการฟ้องคดีแทนบุตรอันจะเป็นอุทลุมแต่อย่างไร เมื่อบิดาของผู้ตายถึงแก่กรรม ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของบิดาผู้ตายต่อมา ย่อมเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย และเมื่อผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยมิได้แบ่งปันกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงโดยแจ้งชัดต่อผู้ตายว่ามีเจตนาจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตายตลอดมา ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2527 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 7 กันยายน2527 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยให้การเพียงว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส หาได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมไม่ เช่นนี้ ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่าตึกแถวพิพาทจะให้เช่าได้เดือนละเท่าไรนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และใบเสร็จรับเงินค่าเช่ามิใช่เอกสารที่จะต้องฟังเป็นยุติว่าทรัพย์สินนั้นให้เช่าได้เดือนละเท่าไร ศาลมีอำนาจวินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วฟังว่าค่าเสียหายเป็นเงินเดือนเท่าไรได้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินพิพาทอันเป็นสินสมรสและมรดกของผู้ตาย ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป แต่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้โจทก์โดยมิได้ระบุว่าแบ่งให้โจทก์ในฐานะอะไรบ้างเป็นการไม่ชอบ เพราะอาจเกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายอันเป็นทายาทได้ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโดยระบุให้ถูกต้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1562 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1748 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทยงยุทธ สมานบุตร มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ซึ่งเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์พันตำรวจโทยงยุทธถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๗ โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล จำเลยที่ ๑ เป็นมารดาของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นพี่สาวของผู้ตายอันเกิดจากนายดำรัส สมานบุตร ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ระหว่างที่นายดำรัสกับจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภรรยากันมีสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีเนื้อที่ ๗๗.๒ ตารางวา ราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนห้องแถว ๒ ห้อง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดิน ผู้ตายได้ร่วมกับทายาทคนอื่นของบิดาปลูกขึ้น ผู้ตายจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถว โดยมีส่วนอยู่เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท หลังจากนายดำรัสถึงแก่กรรม ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายดำรัสตกได้แก่จำเลยทั้งสองและผู้ตาย แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดูแลแทน ผู้ตายเป็นทายาทชั้นบุตร เมื่อหักส่วนแบ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ ๑ เฉพาะที่ดินดังกล่าวออกกึ่งหนึ่งแล้วที่ดินมรดกตกได้แก่ผู้ตาย คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๓ ตารางวา เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนตึกแถว๒ ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตายได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก๒๐๐,๐๐๐ บาท ตกได้แก่ทายาทของผู้ตาย โดยจำเลยที่ ๑ ได้ ๑ ส่วน โจทก์และบุตรของผู้ตาย๒ คน ได้คนละ ๑ ส่วน รวมเป็น ๓ ส่วน เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท รวมทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่โจทก์และบุตรเป็นเงิน ๘๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่ชอบ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่โจทก์ ๑ ใน๖ ส่วน เป็นเนื้อที่ ๑๓ ตารางวา หากจำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ได้ ขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายมาแบ่งกันตามส่วน หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ๗ ใน ๘ ส่วน หรือให้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บาทให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๗,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติตามคำขอแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทและห้องแถว ๒ ห้อง ซึ่งปลูกในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ซี่งปลูกสร้างด้วยทรัพย์ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายดำรัส สมานบุตร กับจำเลยที่ ๑อันจะเป็นมรดกของนายดำรัส สมานบุตร และที่ดินพิพาทมีราคาเพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายดำรัสได้ถึงแก่กรรมไป ๓๕ ปีแล้ว หากจะมีทรัพย์มรดก ผู้ตายก็ได้รับการแบ่งปันไปแล้ว ผู้ตายไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองมาโดยตลอดและไม่เคยครอบครองแทนผู้ตายโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันจะก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องคดีนี้ ถ้าหากโจทก์จะมีสิทธิเมื่อคิดเป็นเงินแล้วก็ไม่เกิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ส่วนตึกแถว ๒ ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตาย หากจะมีสิทธิก็ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ เพราะโจทก์หาได้ฟ้องคดีแทนบุตรไม่ และถ้าจะถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ด้วย ก็เป็นอุทลุม รวมทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิได้รับไม่เกิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑โดยจำเลยที่ ๑ ได้ใช้สิทธิของตนโดยชอบในขอบข่ายแห่งกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ ๒ส่วนตึกแถว ๒ ห้อง เป็นของจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ทรัพย์มรดก ตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินห้องละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความมรดก โจทก์ไม่ใช่ทายาท ทรัพย์สินที่ฟ้องไม่ใช่มรดก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ไม่ระบุให้แน่ชัดว่าโจทก์มีสิทธิอย่างไร ในฐานะใด และในทรัพย์ส่วนใด อันทำให้จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้คดี ฟ้องของโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ เป็นอุทลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒ ตำบลบ้านเหนืออำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้โจทก์ ๑ ใน ๙ ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถแบ่งแยกให้ได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนข้างต้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวพิพาทให้โจทก์ ๗ ใน ๑๖ ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าเสียหายเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ออกให้โจทก์ ๑ ใน ๖ ส่วน พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓,๕๐๐ บาทแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทยงยุทธ สมานบุตร ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะจำเลยที่ ๑ เป็นมารดาของผู้ตาย จำเลยที่ ๒ เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย จำเลยที่ ๑ กับนายดำรัส สมานบุตร บิดาโจทก์และจำเลยที่ ๒ แต่งงานอยู่กินมาประมาณ ๕๐ ปี ตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ใช้บังคับ นายดำรัส สมานบุตร ถึงแก่กรรมไปประมาณ ๓๐ ปีแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดเดิมมีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ในที่ดินพิพาทมีตึกแถว ๒ ห้อง เลขที่ ๓๘ และ๔๐ ปลูกอยู่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองดังต่อไปนี้ ปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ดินเป็นมรดกตกได้แก่ผู้ตาย และตกได้แก่โจทก์และบุตรผู้เยาว์ ๒ คน จึงอาจแยกได้ว่าสำหรับที่ดินมรดกนั้น โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกส่วนตึกแถวซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมตกได้แก่โจทก์และบุตร ๒ คน โจทก์ฟ้องในฐานะภรรยาและแทนบุตรผู้เยาว์อีก ๒ คน ดังนั้นมูลคดีย่อมแยกกันออกไปอย่างชัดแจ้ง ไม่อาจจะรวมกันได้ เพราะจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ไม่อาจรับผิดร่วมกันหรือแทนกันได้ อีกทั้งโจทก์ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าฟ้องในฐานะอะไร เท่าที่ปรากฏในฟ้องเป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกอย่างชัดแจ้ง ไม่เกี่ยวกับผู้จัดการมรดก ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม และโจทก์ไม่ได้ฟ้องแทนบุตร แต่ฟ้องในนามของตนเองในฐานะภรรยาเท่านั้น พิเคราะห์แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย โดยตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของผู้ตายกับโจทก์ เมื่อวันที่ ๕กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้วคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์สินของผู้ตายทั้งในฐานะที่โจทก์เป็นภรรยามีส่วนแบ่งในสินสมรสของผู้ตาย ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของผู้ตายและในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ฟ้องในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าวรวมกันมา โจทก์จึงฟ้องรวมกันมาได้ ปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องในฐานะภรรยาเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ไม่เป็นการฟ้องแทนบุตรหรืออ้างฐานะผู้จัดการมรดกเพราะโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ในฐานะทายาท หาใช่เป็นการรวบรวมทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกไม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบุตร ถ้าถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบุตรก็เป็นอุทลุมต้องห้ามตามกฎหมายนั้นเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์เป็นภรรยา เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ในฐานะคู่สมรส ทายาทและผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป หาใช่ฟ้องในฐานะภรรยาหรือทายาทอย่างเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทได้ กรณีไม่เป็นการฟ้องคดีแทนบุตรอันจะเป็นอุทลุมแต่อย่างไร ปัญหาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายดำรัสสมานบุตร ถึงแก่กรรมไปนานกว่า ๓๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายดำรัส สมานบุตร มาตลอด และไม่ได้ครอบครองแทนผู้ตาย ผู้ตายไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ได้ความว่า เมื่อนายดำรัส สมานบุตรถึงแก่กรรมนั้น ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย และเมื่อผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้วจำเลยที่ ๑ ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยมิได้แบ่งปันกัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้แสดงโดยแจ้งชัดต่อผู้ตายว่ามีเจตนาจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตายตลอดมา ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่๒๙ มีนาคม ๒๕๒๗ โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๗ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทมาโดยนำเอาทรัพย์สินของตนเองไปซื้อมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า จำเลยให้การเพียงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส หาได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ผู้ตายมิได้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวพิพาทอันจะเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ เพราะจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกเงินสร้างตึกพิพาทนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวพิพาทกับจำเลยที่ ๒ คนละครึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าเช่าตึกแถวพิพาทมีการออกใบเสร็จตามเอกสารหมาย ล.๑๑ และ ล.๑๒ ว่าค่าเช่าเดือนละ ๕๐๐ บาท การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๕๐๐ บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะแบ่งตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการรับฟังพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าตึกแถวพิพาทจะให้เช่าได้เดือนละเท่าไรนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และใบเสร็จรับเงินค่าเช่ามิใช่เอกสารที่จะต้องรับฟังเป็นยุติว่าทรัพย์สินนั้นให้เช่าได้เดือนละเท่าไร การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วฟังว่าค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ ๓,๕๐๐ บาทจึงชอบแล้วดุจกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้โจทก์โดยมิได้ระบุว่าแบ่งให้โจทก์ในฐานอะไรบ้างนั้น ยังไม่ชอบ เพราะอาจเกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนของผู้ตายอันเป็นทายาทได้ ปัญหานี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไข ได้ความว่าโจทก์มีสิทธิแบ่งที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกสำหรับตึกแถวที่ปลูกในที่ดินพิพาทนั้น โจทก์มีสิทธิแบ่งในฐานะส่วนตัวเพราะเป็นสินสมรส ๔ ใน ๑๖ ส่วนในฐานะผู้จัดการมรดก ๓ ใน ๑๖ ส่วน ส่วนค่าเสียหายสำหรับตึกแถวพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองใช้ให้แก่โจทก์เดือนละ ๓,๕๐๐ บาทนั้น ก็เป็นของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเพราะเป็นดอกผลของสินสมรสส่วนของโจทก์เพียงเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท และในฐานะผู้จัดการมรดกเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒ ตำลบ้านเหนืออำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ออกให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจโทยงยุทธสมานบุตร ๑ ใน ๖ ส่วน ให้จำเลยทั้งสองแบ่งตึกแถวเลขที่ ๓๘ และ ๔๐ ซึ่งปลูกในที่ดินนี้ให้โจทก์ในฐานะส่วนตัว ๔ ใน ๑๖ ส่วน ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจโทยงยุทธ สมานบุตร ๓ ใน๑๖ ส่วน และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ในฐานะส่วนตัวเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทในฐานะผู้จัดการมรดกดังกล่าวเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2533 นางอัจฉรา สมานบุตร โจทก์ นางเสริม สมานบุตร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอัจฉรา สมานบุตร · จำเลย - นางเสริม สมานบุตร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มีพาศน์ โปตระนันทน์ · เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุวิทย์ นรนุตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายมนู วงศ์แสงจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1200/2523ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา