⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอันเป็นพิรุธและพฤติการณ์ที่น่าสงสัยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้ หากไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มีพยานเพียงปากเดียวแต่มิได้รู้เห็นขณะจำเลยลักเอาเงินของผู้เสียหายไป โดยพยานออกไปจากกระท่อมนานานประมาณ 30นาทีก็กลับมาพบเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา และพบว่าเงินของผู้เสียหายที่อยู่บนกระท่อมนาได้หายไป ดังนี้ หากจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อได้เงินแล้วก็น่าจะรีบหนีออกไปจากกระท่อมนา ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนา ทั้งกระท่อมนาที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในที่เปิดเผยใกล้ทางที่ชาวบ้านผ่านไปมา ฉะนั้นระยะเวลาที่พยานไปและกลับมาที่กระท่อมนา คนที่เดินผ่านจึงมีโอกาสที่จะขึ้นไปลักเอาเงินบนกระท่อมนาได้โดยง่าย ส่วนการที่พยานถามจำเลยว่ามาทำอะไร จำเลยไม่ตอบกลับเดินออกไปและเมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจก็วิ่งหนีนั้น แม้เป็นการกระทำอันเป็นพิรุธก็ตาม แต่การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยดังกล่าวและการที่จำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนาภายหลังจากที่เงินของผู้เสียหายได้หายไปนั้นเป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบประกอบเพื่อยืนยันให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง พยานโจทก์จึงยังเป็นที่สงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕(๘) ลงโทษจำคุก ๑ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหามีว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงิน๘๐๐ บาทของนางคำหม่อน ครองยุทธ ผู้เสียหายไปตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายบรรจง ครองยุทธ สามีผู้เสียหายเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงินของผู้เสียหายไปแต่นายบรรจงก็ไม่เห็นขณะที่จำเลยลักเอาเงิน นายบรรจงเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนาเท่านั้นในขณะที่นายบรรจงเดินจะมาดื่มน้ำที่กระท่อมนาเงินที่หายไปอยู่บนกระท่อมนาซึ่งยกพื้นสูง หากจำเลยเป็นคนลักเอาเงินบนกระท่อมนาเมื่อได้เงินแล้ว จำเลยก็น่าจะรีบหนีออกไปจากกระท่อมนา ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนา การที่เห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนานั้นจึงไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงิน นายบรรจงออกจากกระท่อมนาไปที่เตาเผาถ่านซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ ๓ เส้น นานประมาณ ๓๐ นาทีจึงกลับมาที่กระท่อมนาและเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา จำเลยมายืนอยู่ที่ใต้กระท่อมนานานเท่าไรก็ไม่ปรากฏก่อนที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนานั้นอาจจะมีคนอื่นมาที่กระท่อมนาแล้วลักเอาเงินบนกระท่อมนาไปก็ได้ เพราะปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่า ตามปกติบริเวณกระท่อมนาของผู้เสียหายจะมีคนนำรถมาจอดไว้แล้วออกไปหาปลาซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระท่อมนาของผู้เสียหายปลูกอยู่ใกล้กับทางที่ชาวบ้านจะไปหาปลา นอกจากจะมีรถมาจอดแล้วก็น่าจะมีคนเดินผ่านกระท่อมนาของผู้เสียหายเพื่อไปหาปลากระท่อมนาของผู้เสียหายจึงตั้งอยู่ในที่เปิดเผย มีชาวบ้านเดินผ่านไปมา คนที่เดินผ่านกระท่อมนามีโอกาสที่จะขึ้นไปลักเอาเงินบนกระท่อมนาได้ง่าย ที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อนายบรรจงเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา นายบรรจงถามจำเลยว่ามาทำอะไร จำเลยไม่ตอบกลับเดินออกไปก็ดี เมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยวิ่งหนีไปไกลประมาณ ๑๐๐ เมตร เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับจำเลยได้ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นข้อพิรุธที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยเป็นคนร้ายก็ดี เห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจจะเป็นพิรุธจริง แต่การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยเช่นนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยและการที่จำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา ภายหลังจากที่เงินของผู้เสียหายได้หายไปนั้นเป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็นคนร้ายเท่านั้นแต่โจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบประกอบเพื่อยืนยันให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้ตลอดมาว่าจำเลยมิได้กระทำผิด พยานโจทก์เป็นที่สงสัยจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง..." พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5/2533 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายสัญจร บุญรักษา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี · จำเลย - นายสัญจร บุญรักษา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญศรี กอบบุญ · เสียง ตรีวิมล · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 729/2489ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 884/2497ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 2470/2515ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 2414/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา