⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5409/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยตรง. การยิงเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเพราะเหตุที่จะกระทำการตามหน้าที่. หากการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทกฎหมายที่หนักที่สุด.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองไล่ตามผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาถึงที่เกิดเหตุและขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ได้เข้าไปนั่งรวมอยู่ในกลุ่มของผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 แล้ว จำเลยทั้งสองตามมาถึงโดยอยู่ห่างไปประมาณ 2 วา พร้อมกับใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายทันที เมื่อปรากฏว่าอาวุธปืนที่ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้น และยิงในระยะใกล้ชิดเช่นนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยตรง มิใช่เป็นการกระทำโดยพลาด ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งเครื่องแบบถูกยิงขณะที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ว่าถูกคนร้ายไล่ยิง และผู้เสียหายที่ 3 กำลังสอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2เพื่อติดตามจับกุมคนร้าย ถือว่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ถูกยิงขณะปฏิบัติหน้าที่ การที่จำเลยทั้งสองไล่ตามผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2มาจนถึงที่เกิดเหตุสามารถมองเห็นผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ซึ่งแต่งเครื่องแบบตำรวจได้ชัดเจน ก็ย่อมทราบได้ทันทีว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 หลบหนีเพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่จำเลยทั้งสองก็ยังยิงปืนใส่กลุ่มผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 4 และที่ 5 ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้เสียหายที่ 6 ร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 5และร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพราะเหตุที่จะกระทำการตามหน้าที่ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทหนัก ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเพราะเหตุที่จะกระทำการตามหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(2), 80 แต่มิได้ปรับบทลงโทษมาด้วย และที่ศาลชั้นต้นลดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ปรับบทตามมาตรา 52(1) เป็นการไม่ถูกต้องชัดแจ้ง แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้ถูกต้องได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.60 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนสั้นยิ่งผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๒ โดยมีเจตนาฆ่า แต่ผู้เสียหายทั้งสองวิ่งหลบหนีได้ทัน หลังจากนั้นในเวลาต่อมาจำเลยทั้งสองได้พยายามใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๒ อีก แล้วผู้เสียหายทั้งสองหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากผู้เสียหายที่ ๓ ที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ ๕ ที่ ๖ เมื่อผู้เสียหายที่ ๓ ที่ ๔ เข้าขัดขวางการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จำเลยทั้งสองได้ใช้อาวุธปืนสั้นยิงไปยังกลุ่มผู้เสียหายทั้งหกโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๖ ถึงแก่ความตาย และถูกผู้เสียหายที่ ๔ ที่ ๕ ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐,๘๓, ๙๑, ๒๘๘, ๒๘๙ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓ ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ วางโทษประหารชีวิตจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ อายุ ๑๖ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๕๒(๒) แล้ววางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓จำคุกจำเลยที่ ๑ ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๓๓ ปี ๔ เดือนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเริ่มจากผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปพบจำเลยที่ ๒ ที่ตลาด ผู้เสียหายที่ ๒ ได้ชี้หน้าจำเลยที่ ๒แล้วผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ มาจอดรถคุยกับพวกที่ราวรั้วเหล็กหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จนจำเลยทั้งสองได้ตามหาและพบผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกต้องหนีไปหลบอยู่หลังที่ว่าการอำเภอและเมื่อผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ เข้าไปในตลาดอีกก็พบจำเลยทั้งสองดักรออยู่และไล่ตามผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ มายิงใส่กลุ่มผู้เสียหายที่ริมถนนหน้าท่าเรือไปเกาะสมุย เห็นว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงยิงถูกผู้ใดทำให้ถึงแก่ความตายได้ ผู้เสียหายที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งเครื่องแบบถูกยิงขณะที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ว่าถูกคนร้ายไล่ยิง และผู้เสียหายที่ ๓ กำลังสอบปากคำผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๒ เพื่อติดตามจับกุมคนร้าย จึงฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ ๓ และที่ ๔ ถูกยิงขณะปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไล่ตามผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ มาจนถึงที่เกิดเหตุสามารถมองเห็นผู้เสียหายที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งแต่งเครื่องแบบตำรวจได้ชัดเจน ก็ย่อมจะทราบได้ทันทีว่าผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ หลบหนีเพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จำเลยทั้งสองก็ยังยิงปืนใส่กลุ่มผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๖ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ ๔ และที่ ๕ ได้รับอันตรายแก่กายสาหัสจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้เสียหายที่ ๖ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ และร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เพราะเหตุที่จะกระทำการตามหน้าที่ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทหนัก ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้เสียหายเป็นการกระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ผู้เสียหายที่ ๓ ถึงที่ ๖ ซึ่งนั่งรวมกันอยู่ที่ร้านขายข้าวต้มแผงลอยแล้ว และผู้เสียหายที่ ๓ กำลังสอบปากคำผู้เสียหายที่ ๑และที่ ๒ อยู่ จำเลยทั้งสองก็ตามมาถึงโดยอยู่ห่างไปประมาณ ๒ วาพร้อมกับใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายทันที เมื่อปรากฏว่าอาวุธปืนที่ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้น และยิงในระยะใกล้ชิดเช่นนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายโดยตรง มิใช่เป็นการกระทำโดยพลาด นอกจากนี้ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เพราะเหตุที่จะกระทำการตามหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙(๒), ๘๐แต่มิได้ปรับบทลงโทษมาด้วย ทั้งการที่ศาลชั้นต้นลดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ ๑ ก็มิได้ปรับบทตามมาตรา ๕๒(๑) เป็นการไม่ถูกต้องชัดแจ้งแม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๒๘๙(๒) ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๐ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘, ๘๓ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำเลยที่ ๑ วางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ ๒ อายุ ๑๖ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๕๒(๒) แล้ววางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒(๑), ๕๓ แล้วจำเลยที่ ๑ ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2533 พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี. โจทก์ นายสมศักดิ์ หรือ โต ฤทธาภัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี. · จำเลย - นายสมศักดิ์ หรือ โต ฤทธาภัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวิทย์ ธีรพงษ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 582/2468ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 1082/2511ฎีกา 690/2467ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา