⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5648/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5648/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่พาผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร ถือเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 3 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยเรียกผู้เสียหายไปบ้านจำเลยขณะภรรยาของจำเลยไม่อยู่บ้าน และจำเลยกอดผู้เสียหายในขณะที่นั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลย การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปบ้านของตนขณะไม่มีคนอยู่บ้านและกระทำการแสดงออกที่ไม่สมควรทางเพศเช่นนั้น เป็นการบ่งชี้เจตนาให้เห็นตั้งแต่มาเรียกผู้เสียหายไปจากบ้านของผู้เสียหายเพื่อไปบ้านจำเลยซึ่งอยู่ห่างไกล แสดงให้เห็นว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะพาไปเพื่อการไม่สมควรทางเพศ แม้ว่าขณะพาไปมารดาของผู้เสียหายไปทำงานไม่ได้อยู่บ้านก็ตามต้องถือว่าผู้เสียหายอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารนั้นเป็นการแยกผู้เยาว์ไปจากอำนาจปกครองของมารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยเป็นครูมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างเยาวชนให้เป็นคนดีมีความสามารถและเป็นอาชีพที่บุคคลทั่วไปให้ความเคารพนับถือ แต่จำเลยกลับกระทำการอันเป็นเรื่องบัดสีต่อนักเรียนที่จะต้องให้การอบรมโดยอาศัยความเกรงกลัวและความเคารพนับถือที่นักเรียนมีต่อครู มาเป็นโอกาสกระทำการจนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยที่ต้องเจริญเติบโตต้องมาเสียอนาคตไปกับการกระทำของจำเลย จึงไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะให้ความปรานีแก่จำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๗๗,๒๗๙, ๓๑๗ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๓, ๙พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๒๖ มาตรา ๔ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๗ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๙ กระทงหนึ่ง จำคุก ๕ ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๓กระทงหนึ่ง จำคุก ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕)พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๓ อีก ๑๑ กระทง จำคุกกระทงละ ๗ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลย๕๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานอนาจาร ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย ๓ ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวล-กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ และมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้มาเรียกผู้เสียหายไปที่บ้านจำเลยโดยที่บ้านจำเลยไม่มีภริยาอยู่ และจำเลยได้กอดผู้เสียหายในขณะที่นั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลย และวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมาพาผู้เสียหายไปที่บ้านของตนขณะที่ไม่มีคนอยู่และกระทำการแสดงออกที่ไม่สมควรทางเพศเช่นนั้น การกระทำของจำเลยเป็นการบ่งชี้เจตนาให้เห็นตั้งแต่มาเรียกผู้เสียหายไปจากบ้านของผู้เสียหาย เพื่อไปที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ห่างไกลกับบ้านของผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะพาผู้เสียหายไปเพื่อการไม่สมควรทางเพศ จึงถือว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าในขณะที่จำเลยมาพาผู้เสียหายไปนั้น มารดาของผู้เสียหายไม่ได้อยู่บ้านโดยไปทำงานก็ตามแต่ก็ต้องถือว่าผู้เสียหายอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารนั้นเป็นการแยกผู้เยาว์ไปจากอำนาจปกครองของมารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ส่วนความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้องจริง และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลย ซึ่งมีหน้าที่เป็นครู อันเป็นหน้าที่ที่จะต้องสร้างเยาวชนให้เป็นคนดีมีความสามารถและเป็นอาชีพที่บุคคลทั่วไปให้ความเคารพนับถือ แต่จำเลยกลับกระทำการอันเป็นเรื่องบัดสีต่อนักเรียนที่จะต้องให้การอบรมโดยอาศัยความเกรงกลัวและความเคารพนับถือที่นักเรียนมีต่อครู มาเป็นโอกาสกระทำการจนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยที่ต้องเจริญเติบโตต้องมาเสียอนาคตไปกับการกระทำของจำเลยจึงไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะให้ความปรานีแก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5648/2533 พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นายเสวย ศิลาโคตร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร · จำเลย - นายเสวย ศิลาโคตร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยโสธร - นางสาวมณฑิรา จำนงค์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายวิศิษฐ์ เสวกพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1047/2498ฎีกา 233/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 4180/2548ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4529/2545ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1774/2536ฎีกา 3300/2552ฎีกา 164/2553ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1209/2523ฎีกา 395/2484ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1254/2494ฎีกา 9076/2558ฎีกา 3577/2551ฎีกา 540/2485ฎีกา 132/2481ฎีกา 149/2521ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา