คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5716/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ช. ผู้ตาย มีผลทำให้จำเลยมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันที่คำพิพากษามีผลบังคับ การที่จำเลยจะเกิดสิทธิรับมรดกของผู้ตายย้อนหลังไปถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมหรือไม่ เป็นผลโดยตรงจากบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยมรดก หาได้มีผลมาจากคำพิพากษาดังกล่าวไม่
ย่อคำพิพากษา
คำสั่งศาลที่ว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ช. ผู้ตายมีผลทำให้ผู้ตายและจำเลยมีฐานะเป็นบิดาและบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1557(3) การที่จำเลยจะเกิดสิทธิรับมรดกของผู้ตายย้อนหลังไปถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมหรือไม่ เป็นผลอันเกิดจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1558 หาได้มีผลมาจากคำพิพากษาในคดีก่อนไม่ เมื่อไม่มีบทกฎหมายสารบัญญัติใดให้สิทธิฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าวว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไว้เช่นกรณีอื่น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นมารดาและภริยาชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจไชยยนต์ ปาริชัยยนต์ ผู้ตาย หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดจากนางบุญยง ตันสุวรรณรัตน์ ซึ่งความจริงจำเลยมิใช่บุตรของผู้ตาย ในที่สุดศาลสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการรับมรดก ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และมีคำสั่งว่าจำเลยมิใช่บุตรของผู้ตาย
จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบุตรของผู้ตาย คำสั่งศาลที่ให้จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายไม่กระทบกระเทือนสิทธิในการเป็นทายาทของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีก่อนศาลมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจไชยยนต์ผู้ตายนั้น ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยกับผู้ตายมาแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๕คำพิพากษาของศาลตามบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล่าวนี้มีผลทำให้ผู้ตายและจำเลยมีฐานะเป็นบิดาและบุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นทั้งฐานะมีผลนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา ๑๕๕๗(๓)ด้วย ส่วนการที่จำเลยเกิดสิทธิรับมรดกของผู้ตายย้อนหลังไปถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น มิใช่เป็นผลอันเกิดจากคำพิพากษาหรือการกระทำของจำเลย หากแต่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๕๘ ว่า "... ฯลฯ ถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม" ดังนั้น หากสิทธิในการรับมรดกของโจทก์ทั้งสองจะถูกระทบกระเทือนอย่างไรก็เกิดขึ้นจากผลของกฎหมายที่บัญญัติไว้เช่นนั้น หาได้มีผลมาจากคำพิพากษาในคดีก่อนไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายสารบัญญัติใดให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองในการฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษาว่าเด็กเป้นบุตรชอบด้วยกฎหมายดังเช่นกรณีอื่น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5716/2533
นางเซาะเกียง แซ่เจีย กับพวก โจทก์
เด็กชายพลชัย ปาริชัยยนต์ โดยนางบุญยง
หรือศศิธร ตันสุวรรณรัตน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเซาะเกียง แซ่เจีย กับพวก · โดยนางบุญยง - เด็กชายพลชัย ปาริชัยยนต์ · จำเลย - หรือศศิธร ตันสุวรรณรัตน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา