คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6171/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมิได้กล่าวปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้องโดยชัดแจ้ง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงนั้น โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบพยาน และจำเลยไม่มีสิทธิยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวปฏิเสธขึ้นต่อสู้คดี
ย่อคำพิพากษา
จำเลยให้การว่า ก่อนระยะเวลาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าโทรศัพท์นั้นจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ แต่ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าโทรศัพท์แก่โจทก์ จำเลยว่าได้ให้เช่าช่วงไปแล้วโดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ คำให้การของจำเลยทั้งหมดไม่ปรากฏว่า จำเลยกล่าวปฏิเสธถึงหนี้และใบทวงหนี้ตามฟ้อง จึงเท่ากับเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่ต้องนำสืบพยาน และจำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะนำสืบพยานฝ่ายตน.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยติดค้างค่าเช่าเครื่องโทรศัพท์และค่าใช้โทรศัพท์ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๒๕ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๖ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๓,๔๔๔ บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๔๕,๐๐๗ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยเคยเช่าโทรศัพท์กับโจทก์ แต่ไม่เคยติดค้างค่าเช่าและค่าบริการ เครื่องโทรศัพท์ที่จำเลยเช่าได้ถูกเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๓ จำเลยจึงเลิกกิจการและเลิกใช้โทรศัพท์ตั้งแต่นั้น เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๕ จำเลยได้ทำสัญญาให้นายไพโรจน์เป็นผู้เช่าช่วง นับแต่จำเลยทำสัญญาเช่าโทรศัพท์ถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จำเลยไม่เคยติดค้างค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์ ทั้งไม่เคยได้รับใบทวงหนี้จากโจทก์ หนี้ค่าโทรศัพท์จึงไม่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดชี้สองสถานและนัดฟ้องคำพิพากษา แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๕๓,๔๔๔ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของยอดเงิน ๔๕,๐๐๗ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การข้อ ๑ ว่าไม่เคยติดค้างค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์และถูกตัดโทรศัพท์ไปแล้วเมื่อปลายปี ๒๕๒๓แต่ให้การในข้อ ๒ อ้างว่าเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๕ จำเลยได้ให้ผู้อื่นเช่าช่วงโรงภาพยนตร์ไป และในระยะปี ๒๕๒๔ จำเลยไม่เคยใช้โทรศัพท์แต่ประการใดทั้งสิ้น ซึ่งหมายความว่าหลังจากเดือนมิถุนายน๒๕๒๕ จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์เนื่องจากให้บุคคลอื่นเช่าช่วงไปแล้ว คำให้การของจำเลยรับฟังได้แต่เพียงว่าก่อนเดือนมิถุนายน ๒๕๒๕ จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่ภายหลังจากนั้นเมื่อให้เช่าช่วงโรงภาพยนตร์ไปแล้วจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ และคำให้การข้อ ๓ ก็ยืนยันถึงเจตนาของจำเลยว่า ตั้งแต่วันที่จำเลยทำสัญญาเช่าโทรศัพท์ถึงปลายปีพ.ศ. ๒๕๒๔ จำเลยไม่เคยติดค้างค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์ และไม่เคยได้รับใบทวงหนี้ คำให้การของจำเลยทั้งหมดไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กล่าวปฏิเสธถึงหนี้และใบทวงหนี้ตามฟ้องโจทก์ในเดือนปีที่โจทก์กล่าวหา (เดือนสิงหาคม ๒๕๒๕ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๖ รวม ๑๖ เดือน)อันมีผลเท่ากับจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธหรือโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดตามฟ้องโจทก์เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบพยานและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำสืบพยานฝ่ายตนด้วย เมื่อคำให้การของจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6171/2533
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โจทก์
นายบุญส่ง ปันทวังกูล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย · จำเลย - นายบุญส่ง ปันทวังกูล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ · อุไร คังคะเกตุ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายวิชัย วิวิตเสวี · ศาลอุทธรณ์ - นายเสริมศักดิ์ ผลัดธุระ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา