⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6184/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6184/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลถูกโต้แย้งสิทธิในการถือสัญชาติไทย ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิที่สามารถฟ้องร้องต่อศาลได้ตามกฎหมาย การเกิดในราชอาณาจักรย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามกฎหมาย แม้ว่ามารดาจะถูกถอนสัญชาติไทยไปแล้วก็ตาม หากมารดานั้นได้สัญชาติไทยโดยการเกิดในราชอาณาจักร ไม่ใช่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ทั้งสิบสามไปรายงานตัวต่อสำนักงานกิจการญวนอพยพจังหวัดอุบลราชธานีว่าเป็นคนญวนอพยพ ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้คนญวนอพยพที่มีอายุ 12 ปี ขึ้นไปมารายงานตัวต่อสำนักงานกิจการญวนอพยพก็เพราะกลัวว่าจะถูกจับกุม และก่อนฟ้องคดีนี้บิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 และเป็นตา ของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 13ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดว่าโจทก์ทั้งสิบสามเป็นคนสัญชาติไทย ขอให้เพิกถอนชื่อโจทก์ทั้งสิบสามออกจากทะเบียนบ้านญวนอพยพ แต่ได้รับการปฏิเสธ แสดงว่าจำเลยทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ดังกล่าวยังเป็นคนสัญชาติญวนอยู่ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนาง จ. โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 11เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ซึ่งนาง จ. และโจทก์ที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและไม่ปรากฏบิดา ที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด สัญชาติไทยของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 ก็ต้องถูกถอนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ข้อ 1 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 จึงมิใช่ผู้ที่มีสัญชาติไทย โจทก์ที่ 12 และที่ 13 เกิดในราชอาณาจักรโดยมีโจทก์ที่ 5 และที่ 6 เป็นมารดาโจทก์ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 12 และที่ 13 จึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7(3) ถึงแม้โจทก์ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นมารดาจะได้ถูกถอนสัญชาติไทย แต่มารดาโจทก์ก็เกิดในราชอาณาจักรมิใช่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โจทก์ที่ 12 และที่ 13 จึงมิใช่บุคคลที่จะต้องถูกถอนสัญชาติไทยตามที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสิบสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นคนสัญชาติไทยจำเลยที่ ๑ ในฐานะหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพจังหวัดอุบลราชธานีอ้างว่าโจทก์ทั้งสิบสามเป็นคนสัญชาติญวน และได้เพิ่มชื่อโจทก์ลงในทะเบียนบ้านญวนอพยพอันเป็นการโต้แย้งสิทธิเรื่องสัญชาติ จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกัน ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันโต้แย้งสิทธิเรื่องสัญชาติของโจทก์ทั้งสิบสาม ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสิบสามเป็นคนสัญชาติไทย ห้าจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิเรื่องสัญชาติของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นบุตรของคนญวนอพยพซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง โจทก์ทั้งสิบสามจึงเป็นคนญวนอพยพ จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสิบสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ โจทก์ที่ ๑๒และที่ ๑๓ เป็นบุคคลสัญชาติไทย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๙ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า การที่โจทก์ทั้งสามสิบไปแจ้งต่อสำนักงานกิจการญวนอพยพจังหวัดอุบลราชธานีนั้นก็เพราะกลัวว่าจะถูกจับกุมและก่อนฟ้องคดีนี้นายอึ่งบิดาของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ และเป็นตาของโจทก์ที่ ๑๒ ถึงที่ ๑๓ ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีว่าโจทก์ทั้งสิบสามเป็นคนสัญชาติไทย ขอให้เพิกถอนชื่อโจทก์ทั้งสิบสามดังกล่าวออกจากทะเบียนบ้านญวนอพยพ แต่ได้รับการปฏิเสธแสดงว่าจำเลยทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ดังกล่าวยังเป็นคนสัญชาติญวนอยู่จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ และโจทก์ที่ ๑๒ที่ ๑๓ มิใช้บุคคลสัญชาติไทย ซึ่งจะแยกวินิจฉัยสำหรับโจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๘ ก่อนอันมีปัญหาที่โต้เถียงมาเฉพาะในข้อที่ว่านางเจียนมารดาของโจทก์ดังกล่าว ซึ่งมีสัญชาติญวนนั้นเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือไม่...(ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า) นายเจียนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๘ ซึ่งเป็นบุตรของนางเจียนซึ่งเป็นคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด สัญชาติไทยของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ ก็ต้องถูกถอนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม๒๕๑๕ ข้อ ๑ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ จึงมิใช่ผู้ที่มีสัญชาติไทยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ ยังมีสัญชาติไทยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น สำหรับโจทก์ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ นั้น ข้อเท็จจริงยุติว่าเกิดในราชอาณาจักรโดยมีโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ เป็นมารดาโดยไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ จึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗ (๓) ถึงแม้โจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งเป็นมารดาจะได้ถูกถอนสัญชาติไทยตามที่ได้วินิจฉัยข้างต้น แต่มารดาโจทก์เกิดในราชอาณาจักรมิใช่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โจทก์ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ จึงมิใช่บุคคลที่จะต้องถูกถอนสัญชาติไทยตามที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ กรณีของโจทก์ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๙ ถึงที่ ๑๑ที่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่นั้น ข้อที่โต้เถียงกันในชั้นแรกคือโจทก์ที่ ๑ เกิดในราชอาณาจักรหรือไม่... (ซึ่งศาลฏีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า) โจทก์ที่ ๑ มิได้เกิดในราชอาณาจักรจึงมิได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ ๑ มิใช่คนสัญชาติไทยในการเข้ามาในราชอาณาจักรนั้นโจทก์ที่ ๑ ก็มิได้นำสืบว่าได้เข้าโดยถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ส่วนโจทก์ที่ ๙ ถึงที่ ๑๑นั้นได้ความว่าเกิดในราชอาณาจักรโดยมีโจทก์ที่ ๑ เป็นมารดาและไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายถึงแม้ว่าโจทก์ที่ ๙ ถึงที่ ๑๑ จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ในเมื่อมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและไม่ปรากฎบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ ๙ ถึงที่ ๑๑ จึงเป็นบุคคลที่จะต้องถูกถอนสัญชาติไทยตามที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๑ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๙ ถึงที่ ๑๑ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๘ เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๘ ใช้ค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๑,๔๐๐บาท ส่วนค่าทนายความให้เป็นพับค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์คนอื่นให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6184/2533 นางเป๋า ยือดึก กับพวก โจทก์ พันตำรวจโทเติมศักดิ์ ช้างแก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเป๋า ยือดึก กับพวก · จำเลย - พันตำรวจโทเติมศักดิ์ ช้างแก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี · ศาลอุทธรณ์ - นายสมภพ โชติกวณิชย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา