⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1038/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แม้ขณะเกิดเหตุจะอยู่ในสมณเพศ แต่ต่อมาได้สึกออกมาและอยู่กินเลี้ยงดูอีกฝ่ายจนเกิดบุตรด้วยกัน ย่อมแสดงเจตนาที่จะเลี้ยงดูอีกฝ่ายเป็นภริยา ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยและผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันฉันชู้สาว ผู้เสียหายเต็มใจให้จำเลยร่วมประเวณีโดยสมัครใจ หลังจากนั้นประมาณ 20 วันจำเลยสึกจากพระภิกษุ โดยจำเลยและผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภรรยาตลอดมาจนมีบุตรด้วยกันคนหนึ่ง โดยจำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมีเจตนาพาผู้เสียหายไปและร่วมประเวณีกับผู้เสียหายด้วยประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่ในสมณเพศ แต่ต่อมาภายหลังจำเลยก็สึกจากสมณเพศโดยสมัครใจ และอยู่กินเลี้ยงดูผู้เสียหายตลอดมาจนเกิดบุตรด้วยกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.319

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276,284, 318, 319, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก วางโทษจำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ นางสาวธิดารัตน์ บุตรอากาศ ผู้เสียหาย มีอายุประมาณ 16 ปี อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู และอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา จำเลยพาผู้เสียหายไปกรุงเทพมหานครและนอนค้างคืนที่นั่น คืนนั้นจำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายโดยความยินยอมของผู้เสียหาย รุ่งขึ้นก็พากันกลับจังหวัดนครปฐม แล้วศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ดังฟ้องหรือไม่ข้อนี้ นางสาวธิดารัตน์ บุตรอากาศ ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าจำเลยและผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันฉันชู้สาว ผู้เสียหายเต็มใจให้จำเลยร่วมประเวณีโดยสมัครใจ หลังจากนั้นประมาณ 20 วัน จำเลยก็ได้ทำการสึกจากพระภิกษุโดยจำเลยและผู้เสียหายตกลงจะอยู่กินกันฉันสามีภริยาตลอดไปและได้ความว่า จำเลยกับผู้เสียหายก็ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาตลอดมาจนมีบุตรด้วยกันคนหนึ่ง โดยจำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่พาผู้เสียหายไปและร่วมประเวณีกับผู้เสียหายก็ด้วยประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยจะยังอยู่ในสมณเพศ แต่ต่อมาภายหลังจำเลยก็สึกจากสมณเพศโดยสมัครใจ และอยู่กินเลี้ยงดูผู้เสียหายตลอดมาจนเกิดบุตรด้วยกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด นครปฐม โจทก์ นาย สุรินทร์ ลิ้มบริบูรณ์ หรือ แซ่ลิ้ ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครปฐม · จำเลย - นาย สุรินทร์ ลิ้มบริบูรณ์ หรือ แซ่ลิ้ ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ ธารีสาร · นิเวศน์ คำผอง · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1632/2518ฎีกา 977/2514ฎีกา 119/2517ฎีกา 270/2468ฎีกา 70/2489ฎีกา 93/2529ฎีกา 34/2491ฎีกา 355/2470ฎีกา 6634/2546ฎีกา 1430/2515ฎีกา 206/2464ฎีกา 4465/2530ฎีกา 1055/2555ฎีกา 235/2470ฎีกา 4197/2547ฎีกา 811/2484ฎีกา 1800/2541ฎีกา 6370/2555ฎีกา 28/2471ฎีกา 2587/2530ฎีกา 1225/2482ฎีกา 1696/2532ฎีกา 739/2533ฎีกา 1268/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ