⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7238/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
วัตถุแห่งการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 318 และ 319 คืออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของผู้เยาว์.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความก็ดีมีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า "ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..." ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำความผิดกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคืออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสองมาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่ง ป.วิ.อ. จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 19 และมาตรา 20 และผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาจะยกคำร้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318 ประมวลกฎหมายอาญา ม.319 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.19 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 276, 278, 318 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางสาว ก. และนางสาว ข. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 20 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 278 จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นให้ยก รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กธย กรุงเทพมหานคร 107 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดจึงไม่ริบ โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม กำหนดโทษจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายจนโจทก์ร่วมที่ 2 และมารดาโจทก์ร่วมทั้งสองมาศาลและแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ถือว่าจำเลยที่ 3 รู้สึกถึงความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น จึงเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ดังนี้ สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุกรวม 13 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 3 เฉพาะในข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คงเหลือโทษจำคุก 4 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2528 โจทก์ร่วมที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2527 เป็นพี่น้องกัน ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองอายุเกิน 15 ปี แล้วแต่ยังไม่เกิน 18 ปี และอยู่ในความปกครองดูแลของนาย อ. ซึ่งเป็นน้าและนาง จ. ซึ่งเป็นยาย จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ส่วนำจเลยที่ 3 ได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วมที่ 2 จริงตามฟ้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกับพวกพรากโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนาย อ. และนาง จ. ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนสอดคล้องต้องกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา หลังจากเลิกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่ร้านใกล้บ้านแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองนำรถจักรยานยนต์ของนาย น. หรือ บ. มาหัดขับที่บริเวณวัดกัลยาณ์ จนถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา รถจักรยานยนต์สตาร์ตไม่ติด มีนายโต้งและจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 8 คน ขับรถจักรยานยนต์ 6 คัน เข้ามาหา นายโต้งถามว่ารถจักรยานยนต์เป็นอะไร แล้วนายโต้งขึ้นนั่งขับรถจักรยานยนต์ของนาย น. ให้นายติ้งซึ่งขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งเป็นคนถีบรถจักรยานยนต์ที่นายโต้งขับให้แล่นไปได้ และจำเลยทั้งสามก็ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาหาให้โจทก์ร่วมที่ 1 ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายตั้ม ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 แล่นตามไป เมื่อกลุ่มรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสามกับพวกขับมาถึงบริเวณที่นาย น. นั่งอยู่ จำเลยทั้งสามกับพวกกลับไม่ยอมจอดรถ แต่ยังคงขับเรื่อยไปจนถึงสะพานพระปกเกล้า รถจักรยานยนต์ของนาย น. ก็สตาร์ตติด นายโต้งคงขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวต่อไปจนถึงบริเวณเสาชิงช้า โจทก์ร่วมทั้งสองจึงบอกให้นายโต้งนำรถจักรยานยนต์ไปคืนนาย น. แล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจะยอมนั่งรถไปเที่ยวกับพวกนายโต้ง นายโต้งจึงขับรถจักรยานยนต์ไปคืนนาย น. แล้วกลุ่มพวกจำเลยทั้งหมดก็พากันขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน โจทก์ร่วมที่ 2 บอกให้จำเลยทั้งสามกับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองไปส่งที่บ้าน แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโต้ง ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 โดยมำจเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกตามไปด้วย เมื่อไปถึงทางเข้าหมู่บ้านชัชฎาวิลล่า นายติ้งบอกกับนายโต้งว่ารถจักรยานยนต์คันของนายโต้งน้ำมันจะหมด ให้โจทก์ร่วมที่ 2 ไปนั่งรถจักรยานยนต์ของนายติ้งแทนโดยมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนกลาง หลังจากนั้นรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 2 นั่งก็แยกกับรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 1 นั่ง โดยนายติ้งขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าไปในที่เปลี่ยว มีนายโต้งและนายตั้มตามมา นายติ้งจอดรถ จำเลยที่ 3 เข้ามากอดโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วดึงโจทก์ร่วมที่ 2 ไปบริเวณที่มีหญ้า จำเลยที่ 3 จูบแก้มโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ดิ้นรนขัดขืน จำเลยที่ 3 บังคับให้โจทก์ร่วมที่ 2 นั่งลงแล้วถอดกางเกงชั้นนอกและชั้นในของโจทก์ร่วมที่ 2 ออก จำเลยที่ 3 ใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 2 นายโต้งเข้ามาช่วยจับมือโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วจำเลยที่ 3 นั่งคร่อมโจทก์ร่วมที่ 2 ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ถอดกางเกง นายโต้งร้องห้าม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วให้โจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโต้งไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 ตามไปด้วยเมื่อไปถึง จำเลยที่ 3 เข้ามากอดโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ขัดขืน นายโต้งตามมาจะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 แต่มีจ่าสิบตำรวจบรรจง ปรังฤทธิ์ ขับรถยนต์สายตรวจผ่านมา โจทก์ร่วมที่ 2 ร้องเรียกและบอกให้จ่าสิบตำรวจบรรจงทราบ เมื่อไปดูที่เกิดเหตุแล้วจ่าสิบตำรวจบรรจงได้พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปที่สถานีตำรวจนครบาลศาลาแดง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงโทรศัพท์แจ้งเหตุให้นาง จ. ยายของโจทก์ร่วมทั้งสองทราบ สำหรับจำเลยที่ 1 ได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปที่เปลี่ยว โดยมีนายติ้งขับรถตามมา แล้วคนทั้งสองจอดรถจักรยานยนต์ นายติ้งเดินมาล็อกแขนโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 1 เข้ามาถอดกางเกงชั้นนอกและชั้นในของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วจับให้นอนกับพื้น นายติ้งได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 ช่วยจับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 ไว้ เมื่อนายติ้งสำเร็จความใคร่แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ต่อ แล้วจำเลยที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปส่งที่ร้านเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในครั้งแรก แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่พบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ร้านเกมดังกล่าว จึงโทรศัพท์ไปถามนาง จ. แล้วตามไปที่สถานีตำรวจนครบาลศาลาแดง ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองจะได้ความว่า หลังจากที่นายโต้งนำรถจักรยานยนต์กลับไปคืนนาย น. แล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจะเต็มใจนั่งรถไปเที่ยวกับกลุ่มพวกของนายโต้งและจำเลยทั้งสามก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์มีอายุกว่า 15 ปี แต่งยังไม่เกิน 18 ปี และอยู่ในความปกครองดูแลของนาย อ. และนาง จ. การที่จำเลยทั้งสามกับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองไปล่วงเกินทางเพศ โดยจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับนายติ้งพาโจทก์ร่วมที่ 1 แยกจากโจทก์ร่วมที่ 2 ไปข่มขืนกระทำชำเราโดยร่วมกันกระทำด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และจำเลยที่ 3 ได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วมที่ 2 เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันพรากโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนาย อ. และนาง จ. ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ทั้งสองเต็มใจไปด้วย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก หาใช่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ทั้งสองไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ และแม้ว่าคดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานพรากผู้เยาว์ทั้งสองไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองเต็มใจไปด้วยกับจำเลยทั้งสาม อันเป็นความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 319 วรรคแรก ได้ เพราะการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็ตามประมวลกฎหมายอาญาก็บัญญัติเป็นความผิดทั้งสิ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองเต็มใจไปด้วยกับจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม แต่อย่างใด คงมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกด้วยหรือไม่เท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสามกับพวกขับรถจักรยานยนต์มาพบรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองขับสตาร์ตไม่ติด จึงเข้าช่วยเหลือและพาโจทก์ร่วมทั้งสองไปเพื่อการอนาจารนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยทั้งสามกับพวกมิได้มีการคบคิดกันมาก่อน ส่วนเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเรา และจำเลยที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปกระทำอนาจารก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองออกไปจากบ้านจำเลยที่ 2 แล้ว แม้โจทก์ร่วมที่ 2 จะเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ร่วมไปด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ลวนลามโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วยแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า แม้เหตุการณ์ตอนแรกที่นายโต้งกับกลุ่มพวกจำเลยทั้งสามเข้าช่วยเหลือโจทก์ร่วมทั้งสองสตาร์ตรถจักรยานยนต์ของนาย น. จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญมิได้คบคิดกันมาก่อนดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ร่วมต่อมาในเหตุการณ์ตอนหลังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองมาที่บ้านของจำเลยที่ 2 จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืนหลังจากนั้นก็แยกกลุ่มกันโดยจำเลยที่ 1 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเราโดยร่วมกระทำด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปกระทำอนาจารในที่เปลี่ยวแล้วพากลับมาจะข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ 2 อีกเช่นนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำการลวนลามโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วยก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า นาย อ. และนาง จ. เป็นเพียงน้าและยายของโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย แต่ผู้เสียหายตามกฎหมายได้แก่ผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้แทนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ซึ่งได้แก่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่านาย อ. และนาง จ. เป็นผู้เสียหายจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความก็ดี มีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า "ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..." ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำควาผิดกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคือ อำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสองมาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ผู้เสียหายคือบิดามารดา หรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ซึ่งในคดีนี้คือนาย อ. และนาง จ. จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่พรากผู้เยาว์ คือโจทก์ร่วมทั้งสองและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำผิดและได้พรากโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเสียจากนาย อ. และนาง จ. ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเต็มใจไปด้วย ย่อมถือได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 กับพวกเริ่มพรากโจทก์ร่วมทั้งสองไปโดยมีเจตนาและมีเจตนาพิเศษเพื่อการอนาจารแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่นาย อ. ผู้ปกครองของโจทก์ร่วมทั้งสองเพื่อชดใช้ค่าเสียหายและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ขอให้ลงโทษสถานเบาในอัตราขั้นต่ำนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ก่อนลด จำคุก 20 ปี เป็นการลงโทษในอัตราขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับโทษที่มีกำหนดเวลาว่าให้จำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี จึงเป็นโทษสูงเกินสมควร เพราะไม่ปรากฏว่าการร่วมกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธอะไรประทุษร้ายร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยจึงสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อายุยังไม่เกิน 18 ปี เพราะจำเลยที่ 3 เข้าใจว่าโจทก์ร่วมทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้วนั้น เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 3 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง ศาลฎีกาตรวจสำนวนพบว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2528 ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2527 ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 นั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 และมาตรา 20 และผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาจะยกคำร้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสองในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองอีก" พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ของจำเลยที่ 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีเหตุบรรเทาโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2549 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาว ก. กับพวก โจทก์ร่วม นายสุพจน์หรือเอก เนตรเดชา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - นางสาว ก. กับพวก · จำเลย - นายสุพจน์หรือเอก เนตรเดชา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานิศ เกศวพิทักษ์ · วิชัย วิวิตเสวี · พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1889/2511ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2159/2556ฎีกา 6911/2544ฎีกา 119/2517ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 6321/2544ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1813/2531ฎีกา 15230/2555ฎีกา 10552/2553ฎีกา 2894/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ