⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1814/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจาร มีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน การบรรยายฟ้องที่ระบุการกระทำเพียงฐานใดฐานหนึ่ง จะไม่สามารถขอให้ลงโทษในอีกฐานหนึ่งได้.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงไปเพื่อการอนาจาร กับใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจาร แม้เป็นความผิดในมาตราเดียวกันแต่ลักษณะของการกระทำต่างกัน องค์ประกอบในการกระทำความผิดจึงต่างกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยกับพวกที่หลบหนีได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดลากพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ดังนี้ โจทก์จะกลับขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้อุบายหลอกลวงเพื่อการอนาจารหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคแรก.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2531 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีก 1 คนที่หลบหนีได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ฉุดลากพาผู้เสียหายอายุ 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารหลังจากพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารแล้วจนถึงวันที่ 21 เมษายน2531 เวลากลางวันติดต่อกันตลอดมา จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตนจนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 284, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 6 ปีข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 เสียด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาตามมาตรา 284 นี้โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดลากพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงไปเพื่อการอนาจาร กับใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจารจะเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน แต่ลักษณะของการกระทำต่างกัน องค์ประกอบในการกระทำความผิดจึงต่างกัน เมื่อโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องในองค์ประกอบของความผิดว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารจะขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้อุบายหลอกลวงเพื่อการอนาจารหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา192 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด พัทลุง โจทก์ นาย คะนอง ชู พงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด พัทลุง · จำเลย - นาย คะนอง ชู พงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · นิเวศน์ คำผอง · ยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 831/2532ฎีกา 6505/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา