⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1958/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว แต่ยังขาดจำนวนเล็กน้อย และฝ่ายที่รับชำระได้ออกหลักฐานแสดงว่าได้รับชำระครบถ้วนแล้วโดยเข้าใจผิด หากต่อมาฝ่ายที่ชำระหนี้ทราบถึงจำนวนที่ขาดและยินยอมชำระให้ครบถ้วน ก็ไม่ถือว่าฝ่ายที่ชำระหนี้ผิดสัญญา และฝ่ายที่รับชำระหนี้จะบอกเลิกสัญญาไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลย และผ่อนชำระราคาเรื่อยมาจำเลยได้ออกหลักฐานการชำระเงินงวดสุดท้ายให้โจทก์ระบุว่า"จ่ายให้หมดแล้ว" ซึ่งความจริงเงินที่ต้องผ่อนชำระยังขาดอยู่อีก2,600 บาท แต่จำเลยคำนวณผิดพลาด จำนวนเงินที่ขาดนี้ไม่ใช่โจทก์ไม่ยินยอมชำระ แต่เนื่องจากโจทก์เข้าใจว่าได้ชำระครบถ้วนแล้วตามหลักฐานที่จำเลยทำให้และที่จำเลยทวงถามก็ให้โจทก์ชำระเงินถึง8,200 บาท ซึ่งมิใช่จำนวนเงินที่ค้างจริง ทั้งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่ค้างชำระจริง โจทก์ก็มิได้ฎีกาโต้แย้ง แสดงว่าโจทก์ยอมรับที่จะชำระเงินส่วนนี้ให้จำเลยให้ครบถ้วนตามสัญญา จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไปเมื่อโจทก์ได้ชำระเงินส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนแล้ว โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยไปเพียง 45,000 บาท ถ้าจะบังคับให้จำเลยคืนเงินก็คงบังคับได้เฉพาะส่วนที่จำเลยได้รับชำระไปแล้วเท่านั้น จะบังคับให้คืนทั้งหมด 48,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยรวมส่วนที่ยังชำระไม่ครบด้วยนั้นไม่ชอบ เมื่อโจทก์ยังชำระค่าที่ดินขาดอยู่อีก 2,600 บาท ซึ่งแม้ในตอนแรกจะเกิดขึ้นจากการคำนวณผิดพลาดของจำเลยว่าชำระครบแล้วแต่ต่อมาเมื่อจำเลยทวงถาม โจทก์ก็ยังไม่ยอมชำระ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาที่ยังไม่โอนที่ดินให้โจทก์ โจทก์จึงไม่อาจจะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.205 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำสัญญา จะขายที่ดินน.ส.3 เลขที่ 363, 366 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลาจังหวัดสาขลา ให้โจทก์ในราคา 48,000 บาท โจทก์ชำระราคาในวันทำสัญญา1,200 บาทแล้ว ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 96 งวด ต่อมาโจทก์ชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสามครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่จัดการโอนที่ดินให้ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 363, 366ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ชำระเงินจำนวน 48,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย กับค่าเสียหายอีก 48,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเกินกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า จำเลยทั้งสามทำสัญญาจะขายที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์จริง ตามสัญญาโจทก์จะต้องชำระราคาค่าที่ดินให้เสร็จสิ้นภายใน 96 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 21 กันยายน 2525แต่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2527 จำเลยทั้งสามได้รับเงินจากโจทก์เพียง39,800 บาท โจทก์จึงยังค้างชำระราคาค่าที่ดิน 8,200 บาท นอกจากนี้การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าที่ดินภายใน 3 เดือน จำเลยทั้งสามได้บอกกล่าวริบเงินมัดจำและเงินที่ชำระกับบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายก็ไม่เกิน 1,000 บาทรวมทั้งดอกเบี้ยไม่เกิน 1,300 บาท เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนที่ดินตาม น.ส. 3เลขที่ 363, 366 ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 48,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน12,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทที่ยังชำระไม่ครบจำนวน 2,600 บาท แก่จำเลยทั้งสามด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาและคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ความว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ตาม น.ส.3 เลขที่ 363, 366 ตามแปลนแบ่งขาย รวมเป็นเงิน 48,000 บาท จากจำเลยทั้งสาม วางมัดจำในวันทำสัญญา 1,200 บาท ส่วนที่เหลืออีก 46,800 บาท โจทก์ต้องชำระให้จำเลยทั้งสามเดือนละ 400 บาท จำนวนเงินที่โจทก์จะต้องผ่อนชำระให้จำเลยทั้งสามนั้น โจทก์ได้ชำระให้จำเลยทั้งสามแล้วแต่ยังขาดอยู่อีก 2,600 บาท ส่วนที่ยังขาดอยู่นี้เกิดจากการคำนวณจำนวนเงินผิดพลาดของจำเลยทั้งสามเอง และจำเลยทั้งสามมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อนำเงินมาชำระให้ครบถ้วน คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใด ในปัญหาแรก การรับชำระค่าที่ดินที่ตกลงผ่อนชำระนั้น หลักฐานการชำระเงินงวดสุดท้ายระบุว่า "จ่ายให้หมดแล้ว" ซึ่งการระบุข้อความดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของจำเลยทั้งสามเอง โดยที่ความจริงเงินที่ต้องผ่อนชำระกันนั้นยังขาดอยู่อีก 2,600 บาท และจำนวนเงินที่ขาดนี้ไม่ใช่โจทก์ไม่ยินยอมชำระให้จำเลยทั้งสามตามสัญญาแต่เป็นกรณีที่โจทก์เข้าใจว่าได้ชำระให้ครบถ้วนแล้วตามหลักฐานที่จำเลยทั้งสามทำให้ เนื่องจากการคำนวณจำนวนเงินที่ส่งชำระมาแล้วผิดพลาด และที่จำเลยทั้งสามทวงถามก็ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินถึง8,200 บาทซึ่งมิใช่จำนวนเงินที่ค้างชำระจริง ทั้งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่ค้างให้จำเลยทั้งสาม โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง เป็นการแสดงว่าโจทก์ยอมรับที่จะชำระเงินส่วนนี้ให้จำเลยทั้งสามให้ครบถ้วนตามสัญญา จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาที่จะทำให้จำเลยทั้งสามมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์ได้จำเลยทั้งสามคงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไปเมื่อโจทก์ได้ชำระเงินส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า หากโอนให้ไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามใช้ราคา 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น ในเมื่อเงินค่าที่ดินโจทก์ยังชำระไม่ครบขาดอยู่ 2,600 บาท โดยเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยทั้งสามไปแล้ว 45,400 บาท ถ้าจะต้องบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนเงินก็คงบังคับได้เฉพาะส่วนที่จำเลยทั้งสามได้รับชำระไปแล้วเท่านั้น จะบังคับให้คืนทั้งหมดโดยรวมส่วนที่ยังชำระไม่ครบด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ ส่วนปัญหาเรื่องค่าเสียหายนั้น โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ชำระค่าที่ดินให้จำเลยทั้งสามครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสามไม่โอนที่ดินให้ตามสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ยังชำระค่าที่ดินขาดอยู่อีก2,600 บาทซึ่งแม้ในตอนแรกจะเกิดขึ้นจากการคำนวณผิดพลาดของจำเลยทั้งสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสามทวงถามให้ชำระโจทก์ก็ยังไม่ยอมชำระ เช่นนี้ กรณีจึงไม่อาจที่จะถือได้ว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาในข้อที่ยังไม่โอนที่ดินให้โจทก์ โจทก์จึงไม่อาจจะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามเพราะเหตุนี้ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า หากโอนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสาม ใช้ราคา45,400 บาท ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2534 นาง ระเบียบ ฟอง ณ รงค์ โจทก์ นาย ซ่อน รัก ชู ชื่น กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ระเบียบ ฟอง ณ รงค์ · จำเลย - นาย ซ่อน รัก ชู ชื่น กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8735/2542ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา