⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5427/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5427/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพและมิได้อุทธรณ์ฎีกา

ย่อคำพิพากษา

เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลย ทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ และมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมี อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขอให้สั่งริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66 วรรคหนึ่ง, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีสิบตำรวจเอกประพันธ์ จ่าสิบตำรวจสมหมายและสิบตำรวจเอกผลเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 แต่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความแตกต่างกลับไปกลับมาและขัดแย้งกันตลอด เริ่มตั้งแต่สิบตำรวจเอกประพันธ์เบิกความตอบโจทก์ว่า ขณะที่พยานอยู่ที่ป้อมตำรวจมลายู-บางกอกได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษกันที่บ้านพงยาวี จึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตร 50 บาท ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ หลังจากนั้นได้มอบธนบัตรให้สายลับไปล่อซื้อ ส่วนพยานกับพวกรวม5 คน ออกไปซุ่มดูห่างประมาณ 30 เมตร ก่อนหน้าที่สายลับจะไปก็เห็นจำเลยทั้งสองเดินเตร่ไปเตร่มาอยู่ริมถนน มีรถจักรยานยนต์ 1 คัน ใกล้ ๆ ตัว สักครู่สายลับขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดตรงที่จำเลยทั้งสองอยู่ แล้วเข้าไปคุยแล้วสายลับส่งเงินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ส่งห่อเล็ก ๆ ให้แก่สายลับแล้วจำเลยที่ 2 ก็ส่งเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ครั้นตอบจำเลยถามค้าน สิบตำรวจเอกประพันธ์กลับเบิกความว่า ได้เอาเงินส่วนตัวให้สายลับไป แล้วจึงไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ หาใช่นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกประจำวันก่อนมอบแก่สายลับไม่ แต่แล้วสิบตำรวจเอกประพันธ์ก็เบิกความตอนต่อมาว่า ภายหลังกลับจากสถานีตำรวจซึ่งใช้เวลาไม่เกิน20 นาที แล้วจึงเอาเงินให้สายลับที่ป้อมตำรวจ คำของสิบตำรวจเอกประพันธ์ที่เบิกความกลับไปกลับมาเช่นนี้ก็ยังแตกต่างกับจ่าสิบตำรวจสมหมายซึ่งเป็นหัวหน้าป้อมมลายู-บางกอกที่ว่า หลังจากรับแจ้งจากสายลับ สิบตำรวจเอกประพันธ์ได้ให้เงินแก่สายลับไปในขณะนั้นเลยหาใช่นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกประจำวันก่อนไม่ เมื่อสายลับออกไปประมาณ 10 นาที พยานกับพวกจึงตามไปด้วยรถจักรยานยนต์ 3 คัน ดักซุ่มที่ทุ่งนาโคนต้นไม้ข้างถนน ส่วนรถจักรยานยนต์นำไปฝากบ้านคนไว้ ซุ่มอยู่ประมาณ 20 นาที จำเลยทั้งสองจึงมาถึง หาใช่ก่อนหน้าที่สายลับจะไป ก็เห็นจำเลยทั้งสองเดินแตร่ไปเตร่มาอยู่ริมถนน ดังที่สิบตำรวจเอกประพันธ์เบิกความไม่ ส่วนสิบตำรวจเอกผลกลับเบิกความว่า มีสายลับแจ้งก็เพราะสิบตำรวจเอกประพันธ์เล่าให้ฟัง ก่อนดักซุ่มนั้นวางแผนอะไรบ้างพยานไม่ทราบ ซุ่มกันที่ทุ่งนาริมถนนห่างถนนประมาณ 7 เมตร พอไปถึงก็เห็นรถจักรยานยนต์เก่า ๆจอดอยู่แล้ว และเห็นชาย 2 คน เดินอยู่แถวนั้นเห็นหน้าไม่ชัด ตอนเดินทางไปซุ่มนั้นไปตามถนนสายใหญ่ซึ่งจำเลยทั้งสองยืนอยู่ ไม่ได้สังเกตว่าของที่ยื่นให้สายลับนั้นเป็นอะไร เพราะเล็กและอยู่ไกล ไม่สามารถยืนยันได้ว่าของที่สายลับมอบให้แก่พยานนั้นเป็นของที่สายลับได้มาจากจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เห็นได้ว่าประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญและขัดต่อเหตุผลหลายประการเช่น ความมีตัวตนของสายลับ การได้รับธนบัตรไปล่อซื้อของสายลับ จุดซุ่มดูซึ่งอยู่ริมถนนสาธารณะและมีการซื้อขายยาเสพติดให้โทษกันริมถนนสาธารณะห่างจากป้อมตำรวจที่สามารถมองเห็นได้แต่แรก การเดินทางไปยังจุดซุ่มดูซึ่งต้องผ่านจำเลยทั้งสองและระยะห่างที่ซุ่มดูซึ่งอ้างว่ามองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน รวมทั้งสิ่งของที่อ้างว่าเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งไม่แน่ว่าเป็นสิ่งของที่สายลับได้มาจากจำเลยเป็นต้นประกอบกับพิจารณาตามรายงานที่จ่าศาลไปเผชิญสืบจะเห็นว่า ทนายจำเลยที่ 2ให้คนไปยืนอยู่ที่โคนต้นไม้ยืนต้นที่จ่าสิบตำรวจสมหมายและสิบตำรวจเอกประพันธ์นำชี้ในขณะไปเผชิญสืบนั้นสามารถมองเห็นคนที่ไปยืนได้ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ไม่น่าเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์จะไปดักซุ่มอยู่ ทั้งจุดที่พยานโจทก์ชี้ว่าจำเลยยืนขายยาเสพติดให้โทษนั้น ก็อยู่ห่างจากพยานซุ่มอยู่ประมาณ 150 เมตร หาใช่ห่างกัน 30 เมตร ดังที่เบิกความไม่ ดังนี้พยานหลักฐานโจทก์ที่แตกต่างขัดแย้งกันและขัดต่อเหตุผลดังกล่าวย่อมรับฟังเป็นจริงไม่ได้ จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ และมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5427/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด ยะลา โจทก์ นาย ชาลี กะโด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ยะลา · จำเลย - นาย ชาลี กะโด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย ศิริบุตร · อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 927/2490ฎีกา 2081/2531ฎีกา 1327/2568ฎีกา 5414/2536ฎีกา 2499/2543ฎีกา 7665/2543ฎีกา 2700/2565ฎีกา 4807/2529ฎีกา 3948/2566ฎีกา 9/2496ฎีกา 15717/2553ฎีกา 589/2483ฎีกา 6355/2544ฎีกา 2898/2530ฎีกา 259/2496ฎีกา 726/2487ฎีกา 6786/2551ฎีกา 7362/2538ฎีกา 1668/2522ฎีกา 98/2545ฎีกา 1436/2498ฎีกา 463/2566ฎีกา 4505/2531ฎีกา 594/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ