⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาที่มิได้โต้แย้งไว้ในเวลาอันควร ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์คัดค้านในภายหลัง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังจากเสร็จการสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนโดยมิได้อ้างเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88ศาลชั้นต้น (ศาลแรงงานกลาง) มีคำสั่งอนุญาต สำเนาให้จำเลย และทนายจำเลยได้รับสำเนาแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ จึงยกขึ้นอุทธรณ์คัดค้านไม่ได้ ต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่แผนกช่างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 105 บาท ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 840 บาท เงินประกันจำนวน 200 บาท และค่าชดเชยจำนวน9,450 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ได้ลาออกจากงานเองโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ 840 บาท จริงเนื่องจากโจทก์ปฏิเสธที่จะไม่รับเงินจำนวนดังกล่าวเอง จำเลยเรียกเก็บเงินประกันจำนวน 200 บาท ไว้จากโจทก์ เนื่องจากจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์ว่าหากโจทก์ทำงานไม่ครบ1 ปี หรือโจทก์ลาออกจากงานโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือล่วงหน้า 1 เดือนแล้ว จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันจำนวนดังกล่าวโจทก์ลาออกโดยไม่แจ้งจำเลยทราบเป็นหนังสือล่วงหน้า 1 เดือนโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวคืน ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน840 บาท ค่าชดเชยจำนวน 9,450 บาท และคืนเงินประกันจำนวน 200บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนโดยรับฟังคำเบิกความของนายยุทธนา นุชนารถ พยานโจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากจำเลยได้แถลงหมดพยานจำเลยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2534 เวลา 9 นาฬิกาแต่โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2534 เวลา10 นาฬิกาเศษ อันเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้เสร็จการสืบพยานหลักฐานของจำเลยแล้ว โดยไม่ชี้แจงเหตุอันสมควรแสดงว่าโจทก์ไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำนายยุทธนามาสืบเพื่อประโยชน์ของโจทก์ หรือไม่ทราบว่านายยุทธนามีอยู่หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด เพื่อขออนุญาตต่อสาลอ้างพยานตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าว จึงเป็นการต้องห้ามมิให้ศาลรังฟังคำเบิกความของนายยุทธนาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87, 88 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 เมื่อเวลา 10.25 นาฬิกาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต สำเนาให้จำเลย ทนายจำเลยได้รับสำเนาแล้วในวันเดียวกัน แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางไว้ ดังนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วจำเลยจะยกขึ้นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2535 นางสาว สาย สุนีย์ จันทร์ แจ่ม โจทก์ บริษัท โพลีอาร์ท จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว สาย สุนีย์ จันทร์ แจ่ม · จำเลย - บริษัท โพลีอาร์ท จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ราเชนทร์ จัมปาสุต · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1247/2510ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4335/2539ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 7927/2538ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5712/2541ฎีกา 5647/2537ฎีกา 1196/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ