คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1425/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำเบิกความของผู้ร่วมกระทำผิดที่ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาเดียวกันกับจำเลย แม้จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอด แต่หากผู้เบิกความได้ถูกพิพากษาลงโทษไปแล้ว และไม่มีเหตุจูงใจที่จะเบิกความเพื่อให้ตนพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการเบิกความของตน ก็สามารถรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ โดยต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง
ย่อคำพิพากษา
คดีมี ว.เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นการกระทำผิดของจำเลยเพียงปากเดียว แต่ว.เองก็ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานเดียวกันกับจำเลย ว.จึงอยู่ในฐานะผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลย คำเบิกความของ ว.มีลักษณะเป็นคำซัดทอด ที่ปกติลำพังแต่คำเบิกความของพยานดังกล่าวจะรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ว.เบิกความในคดีนี้เป็นพยานโจทก์หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก ว.ไปแล้ว การเบิกความของ ว.ว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายลักทรัพย์หาได้มีเหตุจูงใจที่จะเบิกความเพื่อให้ตนพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการเบิกความของตนไม่ จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟังคำเบิกความของ ว.เสียเลย ส่วนจะรับฟังได้เพียงใดหรือไม่จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายบุญจาก เจือหนองคล้า กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุชาติ สุขสุมิตร · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สนัด หมายสวัสดิ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญาธนบุรี - นายประดิษฐ์ สิงหทัศน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมหินทร์ สุรดินทร์กูร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา