คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาเช่า และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินกิจการแต่เพียงผู้เดียว ถือว่าโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าตามสัญญา.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าท่า-เทียบเรือกับโจทก์ มีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 ต้องดำเนินกิจการต่อเนื่องและไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วง จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงเข้าดำเนินกิจการแทน และบรรยายฟ้องในตอนท้ายว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าในนามของแพปลาสินธ์ไพโรจน์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินกิจการท่าเทียบเรือดังกล่าวเพียงผู้เดียวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ ตามคำฟ้องจึงสรุปได้ว่าโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญากับโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินกิจการแต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา · จำเลย - นายวีระ วราธนกุล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุญธรรม อยู่พุก · เจริญ นิลเอสงฆ์ · เพ็ง เพ็งนิติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายประเสริฐ โกวิทยา · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายวุฒิ คราวุฒิ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา