⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1583/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของแต่ละคนในกลุ่มที่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย โดยแต่ละคนมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง ถือเป็นความผิดตามผลของการกระทำนั้นๆ แม้จะไม่ได้มีการสมคบกันมาก่อน และศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่ปรากฏ แม้โจทก์จะไม่ได้ขอให้ลงโทษในข้อหานั้นๆ ก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ป. พวกของจำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเพราะ ป. ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกศอกขึ้นกันถูกศีรษะป. สาเหตุดังกล่าวเป็นเหตุเพียงเล็กน้อยไม่ทำให้ ป. กับพวกโกรธแค้นถึงกับจะต้องฆ่าผู้เสียหาย เมื่อ ป. กับพวกและจำเลยพบกับผู้เสียหาย ป. ได้พูดจาโต้เถียงแล้วพวกของ ป. ชกผู้เสียหายห. ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหาย จำเลยกับพวกที่เหลือเข้ามารุมต่อยแสดงว่าพวก ป. มีความโกรธเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ทั้งไม่ปรากฏว่าได้สมคบกันมาก่อนต่างคนต่างมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น แต่ละคนจึงมีความผิดตามผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแต่ละคน เมื่อจำเลยเพียงแต่ชกต่อยผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายไม่มีแผลฟกช้ำซึ่งแสดงว่าถูกต่อย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์จะไม่ได้ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 391 แต่ศาลก็มีอำนาจลงโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80,83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83 ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ให้จำคุก 5 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ นายแปลก เกาะชัยภูมิ ผู้เสียหายเบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ผู้เสียหาย นายบัวลี สีมะนาวและนายสุรักษ์ เค้าโนนกอก พากันเดินไปดูการแข่งขันฟุตบอลที่โรงเรียนบึงมะนาว เมื่อมาถึงหน้าบ้านนายสมเกียรติ เค้าโนนกอกเห็นนายประสิทธิ์ จันทราษี นายหยอย ไม่ทราบนามสกุล นายจ่อยครองราช จำเลยกับพวกยืนคุยกันอยู่ ผู้เสียหายกับพวกเดินมาห่างประมาณ 10 เมตร จำเลยได้เรียกผู้เสียหายไปหานายประสิทธิ์ขณะที่ผู้เสียหายกำลังพูดโต้เถียงกับนายประสิทธิ์นั้นพวกของนายประสิทธิ์ได้ชกที่บริเวณหูขวาของผู้เสียหาย ผู้เสียหายล้มลงนายหยอยใช้มีดปลายแหลมยาวประมาณ 1 คืบ กว้างประมาณ 1 นิ้วแทงผู้เสียหายถูกที่ข้อมือซ้าย แขนซ้าย ราวนม จำเลยกับพวกที่เหลือได้เข้ามารุมต่อยผู้เสียหาย ผู้เสียหายปิดป้องแล้ววิ่งหนีไปที่บ้านนายสมเกียรติ ดังนี้จะเห็นได้ว่า เหตุเกิดในเวลากลางวันผู้เสียหายรู้จักจำเลยเป็นอย่างดีเพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกันทั้งจำเลยเป็นคนเรียกให้ผู้เสียหายเข้าไปหานายประสิทธิ์จึงสามารถจำเลยได้โดยไม่ผิดพลาด นายสุรักษ์พยานโจทก์ว่า พวกของนายประสิทธิ์ได้เข้าชกต่อยผู้เสียหาย นายสมาน พรมสง่า พยานโจทก์ก็ว่า ในกลุ่มของนายประสิทธิ์ไม่มีคนใดยืนเฉย ๆ โดยที่ไม่ได้ชกต่อยและทำร้ายผู้เสียหาย คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้นที่จำเลยนำสืบว่าได้ไปในที่เกิดเหตุแต่ไม่ได้ร่วมกระทำผิดนั้นไม่อาจฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ชกต่อยผู้เสียหาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยได้ร่วมกระทำผิดกับนายหยอยด้วยหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเนื่องจากไม่พอใจที่นายประสิทธิ์ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวผู้เสียหายได้ยกศอกขึ้นกันและถูกศีรษะนายประสิทธิ์ สาเหตุดังกล่าวเป็นเหตุเพียงเล็กน้อยไม่เชื่อว่าจะทำให้นายประสิทธิ์กับพวกโกรธแค้นถึงกับจะต้องฆ่าผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อผู้เสียหายกับนายประสิทธิ์ได้พูดจาโต้เถียงกันแล้วพวกของนายประสิทธิ์จึงได้ชกต่อยผู้เสียหาย แสดงว่ามีความโกรธเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ทั้งไม่ปรากฏว่าได้สมคบกันมาก่อน จำเลยกับพวกของนายประสิทธิ์ต่างคนต่างมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้นแต่ละคนจึงต้องมีความผิดตามผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแต่ละคนเมื่อจำเลยเพียงแต่ชกต่อยผู้เสียหาย ทั้งปรากฏจากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงทำร้ายด้วยของแข็งมีคมทั้งนั้น ไม่มีแผลฟกซ้ำซึ่งแสดงว่าถูกชกต่อย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แม้โจทก์จะไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 ให้ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามมาตรา 29, 30. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2535 พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ภูเขียว โจทก์ นาย วินวิลาด ห มั่น ทอง เพชร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ภูเขียว · จำเลย - นาย วินวิลาด ห มั่น ทอง เพชร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมปอง เสนเนียม · อัมพร เดชศิริ · วิทูรย์ สุทธิประภา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 729/2483ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ