⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2921/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินแทนผู้ชนะคดีในระหว่างดำเนินคดีอาญา ไม่ถือเป็นการครอบครองเพื่อตนตามกฎหมาย และการสละการครอบครองโดยการมอบอำนาจให้ผู้อื่นจัดการขายที่ดิน ถือเป็นการสละการครอบครองตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

บุตรและภรรยาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทในระหว่างที่โจทก์ดำเนินคดีอาญากล่าวหาว่า จำเลยบุกรุกครอบครองที่พิพาทของโจทก์ก็ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 เพราะเป็นเพียงการครอบครองแทนผู้ชนะคดี เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ยังไม่เกิน 1 ปีจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อหนังสือมอบอำนาจของ ก. ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ก.มอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ตลอดจนให้ถ้อยคำต่าง ๆต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่า ก. ได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1378.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 131 และเลขที่ 140 ตำบลคุยบ้านโอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี 2527 จำเลยทั้งสองถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกข้อหาบุกรุกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่1852/2528 หลังจากพ้นโทษแล้วจำเลยทั้งสองได้มาบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าวอีก ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดิน และส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ปลูกบ้านและไม้ผลยืนต้นไว้ในที่ดินพิพาทมานานแล้ว แม้จำเลยทั้งสองจะถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลนี้แต่บริวารของจำเลยก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทแทนตลอดมาโดยเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี จนได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์มิได้ฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง อีกทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 131 นั้น โจทก์ได้ขายให้แก่นางกิมฮัวไปแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยบุกรุกที่ดินแปลงใดเป็นเนื้อที่เท่าไรและเมื่อใด ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 131 และ 140 ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อปี 2526 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินเป็นของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 131และเลขที่ 140 คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 1 งาน ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.6 โจทก์ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่1852/2528 ของศาลชั้นต้น ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่นั้นภรรยาและบุตรของจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่ในบ้านและทำไร่ทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1ว่า จำเลยที่ 1 แย่งการครอบครองที่ดินตามแผนที่พิพาทเอกสารหมายจ.6 จนได้สิทธิครอบครองแล้วหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่นั้นบุตรและภรรยาของจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา จนกระทั่งจำเลยที่ 1 พ้นโทษเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเกิน 1 ปีแล้วจำเลยที่ 1 จึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า แม้บุตรและภรรยาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะได้ครอบครองที่ดินพิพาทในระหว่างที่โจทก์ดำเนินคดีอาญากล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกครอบครองที่พิพาทของโจทก์ก็ตาม แต่ก็จะถือว่าเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 หาได้ไม่เพราะเป็นเพียงการครอบครองแทนผู้ชนะคดีเท่านั้น และปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาเมื่อวันที่ 20พฤศจิกายน 2529 การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 คดีนี้เมื่อวันที่10 สิงหาคม 2530 จึงยังไม่เกิน 1 ปี จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อมาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์มีเพียงหนังสือมอบอำนาจของนางกิมฮัว กัทลีรัตน์ ซึ่งระบุว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทคืนจากนางกิมฮัว แต่การซื้อขายที่ดินดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงหนังสือมอบอำนาจของนางกิมฮัวเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งระบุไว้ชัดแจ้งว่านางกิมฮัวมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ตลอดจนให้ถ้อยคำต่าง ๆ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่านางกิมฮัวได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377 และมาตรา 1378 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2535 นาง พิน ไพโรจน์ โจทก์ นาย ทุเรียน หรือ ฮอด ไพโรจน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง พิน ไพโรจน์ · จำเลย - นาย ทุเรียน หรือ ฮอด ไพโรจน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ ธารีสาร · มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 759/2494ฎีกา 2757/2538ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 817/2490ฎีกา 194/2543ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1922/2522ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 6163/2537ฎีกา 805/2506ฎีกา 663/2488ฎีกา 3297/2534ฎีกา 1093/2500ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4303/2530ฎีกา 4817/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ