⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3288/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3288/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ไม่จำเป็นต้องแจ้งทุกกระทงความผิด หากการสอบสวนพบว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ถือว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

การแจ้งข้อหาแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่แม้เดิมจะตั้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้ว ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วยก็เรียกว่าได้มีการสอบสวนในความผิดดังกล่าวด้วยแล้ว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 7,500 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 ลงโทษจำคุก 3 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 7,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานรับของโจรซึ่งจำเลยอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดดังกล่าว ความผิดฐานรับของโจรมีลักษณะกระทำผิดแตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้เกี่ยวหรือสืบเนื่องจากการกระทำความผิดในคราวเดียวกันดังนั้น การสอบสวนความผิดในข้อหาลักทรัพย์ จึงไม่อาจถือว่าได้มีการสอบสวนความผิดในข้อหาฐานรับของโจรด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ได้ความว่าภายหลังจากวีดีโอเทปชองผู้เสียหายได้หายจากบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายไปแล้ว ทางสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองวีดีโอเทปของผู้เสียหายดังกล่าว เหตุที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาลักทรัพย์แก่จำเลยก็เนื่องจากได้ข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองวีดีโอเทปของผู้เสียหายที่ถูกลักไป การที่จำเลยมีวีดีโอเทปของผู้เสียหายซึ่งถูกลักไปดังกล่าวไว้ในครอบครองจึงอาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ได้สอบสวนถึงการกระทำนั้นของจำเลยแล้วทั้งการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 นั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ แม้เดิมจะตั้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้ว ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วยก็เรียกว่าได้มีการสอบสวนในความผิดดังกล่าวด้วยแล้ว ดังนั้นกรณีของจำเลยแม้ชั้นแรกพนักงานสอบสวนจะตั้งข้อหาลักทรัพย์แก่จำเลย แต่เมื่อสอบสวนพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยน่าจะเป็นความผิดฐานรับของโจรและฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรด้วย ถือว่าได้มีการสอบสวนความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรหรือไม่ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3288/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด หนองคาย โจทก์ นาย อุทัย นันทะรักษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด หนองคาย · จำเลย - นาย อุทัย นันทะรักษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพี้ยน พุทธสุอัตตา · บุญศรี กอบบุญ · เสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 99/2541ฎีกา 880/2502ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 1845/2537ฎีกา 1554/2521ฎีกา 1379/2524ฎีกา 6651/2538ฎีกา 6541/2544ฎีกา 8272/2553ฎีกา 1700/2548ฎีกา 3593/2529ฎีกา 4048/2528ฎีกา 11720/2555ฎีกา 1362/2537ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 243/2509ฎีกา 6903/2543ฎีกา 3811/2528ฎีกา 3879/2542ฎีกา 1974/2539ฎีกา 6774/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ