⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3872/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้ไปเผชิญสืบในวันที่จำเลยขอ ถือเป็นการสืบพยาน และการที่โจทก์ได้ร่วมไปเผชิญสืบในวันนั้น ถือว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยานแล้ว แม้โจทก์จะไม่มาศาลในวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมา ก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณา.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนขอเผชิญสืบที่พิพาท และศาลได้ไปเผชิญสืบในวันที่จำเลยขอ ถือได้ว่าเป็นการสืบพยานและวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1(10)ประกอบมาตรา 102 วรรคแรก การที่โจทก์ได้ร่วมไปเผชิญสืบในวันนั้นย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรา 197 วรรคสอง แม้โจทก์จะไม่มาศาลในวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมา ก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วสืบพยานจำเลยต่อไปโดยมิได้สืบพยานฝ่ายโจทก์ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาย่อมเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบดังกล่าวเสียตามมาตรา 243(2) ประกอบด้วยมาตรา 247โดยพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ขาดนัดพิจารณาและกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นทั้งหมดกับให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.102 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนแผงลอยและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้ที่ดินของจำเลยดังกล่าวพ้นจากภารจำยอมในที่ดินของโจทก์ โจทก์ทั้งหกให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินส่วนที่ตั้งแผงลอยของจำเลยยังเป็นภารจำยอมที่ยังใช้ประโยชน์อยู่ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 5 ขอถอนฟ้องและจำเลยทั้งสองขอถอนฟ้องแย้งสำหรับโจทก์ที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1521 ส่วนที่ไม่ใช่และใช้ไม่ได้ตามรูปการที่กำหนดพ้นจากภารจำยอม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนครั้งแรกในวันที่30 พฤศจิกายน 2532 ถึงวันนัดจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปในวันที่ 12 และวันที่ 24 มกราคม 2533เมื่อถึงวันที่ 12 มกราคม 2533 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้ศาลเผชิญสืบที่พิพาทก่อนที่จะนำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปโดยนัดเผชิญสืบที่พิพาทในวันที่ 24 มกราคม 2533และนัดสืบพยานจำเลยเพิ่มอีกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 และวันที่ 2 มีนาคม 2533 ครั้นถึงวันนัดเผชิญสืบที่พิพาทคือ วันที่24 มกราคม 2533 จำเลยได้นำผู้พิพากษา โจทก์ที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ไปเผชิญสืบที่พิพาทต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณา แล้วให้พิจารณาคดีและชี้ขาดตัดสินคดีนี้ไปฝ่ายเดียว คดีมีปัญหาวินิจฉัยในเบื้องแรกว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6ขาดนัดพิจารณาเพราะไม่มาศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(10) บัญญัติว่า"วันสืบพยาน หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน" และมาตรา 102 วรรคแรก บัญญัติว่า "ให้ศาลที่พิจารณาคดีเป็นผู้สืบพยานหลักฐานโดยจะสืบในศาลหรือนอกศาล ณ ที่ใด ๆ ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควรตามความจำเป็นแห่งสภาพของพยานหลักฐานนั้น"การที่จำเลยขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่พิพาท และศาลก็ได้ไปเผชิญสืบในวันที่ 24 มกราคม 2533 ตามที่จำเลยขอ ถือได้ว่าเป็นการสืบพยานและวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ร่วมไปเผชิญสืบที่พิพาทในวันดังกล่าวย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสองแล้ว แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 จะไม่มาศาลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533ซึ่งเป็นวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมาก็ตามก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณาแล้วสืบพยานจำเลยต่อไป โดยมิได้สืบพยานฝ่ายโจทก์ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2)ประกอบด้วยมาตรา 247 ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6" พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณาและกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นทั้งหมด กับให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2535 นาย สม มิตร มิ่ง เจริญ วงศ์ กับพวก โจทก์ นาย ประชา ตรี ทิพย์ วัฒ นา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม มิตร มิ่ง เจริญ วงศ์ กับพวก · จำเลย - นาย ประชา ตรี ทิพย์ วัฒ นา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · บุญสิน ตุลากัน · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 908/2513ฎีกา 1177-1178/2511ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1058/2498ฎีกา 2909/2524ฎีกา 734/2516ฎีกา 273/2501ฎีกา 4810/2542ฎีกา 345/2520ฎีกา 1010/2539ฎีกา 280/2530ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 3007/2525ฎีกา 4637/2567ฎีกา 5640/2540ฎีกา 3350/2538ฎีกา 913/2538ฎีกา 5272/2544ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 8108/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ