⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 893/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมและคดีละเมิดเรียกค่าเสียหายเป็นคนละประเด็นกัน แม้จะเกิดจากข้อเท็จจริงเดียวกันก็ตาม การมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเรื่องหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีอีกเรื่องหนึ่งโดยอัตโนมัติ

ย่อคำพิพากษา

การฟ้องคดีเรื่องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินกับเรื่องละเมิดและเรียกค่าเสียหายที่จำเลยนำบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวออกให้เช่าเป็นคนละเรื่องมิได้เกี่ยวเนื่องกันเมื่อโจทก์มอบอำนาจให้ ย. ดำเนินคดีเฉพาะเรื่องจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีเรื่องละเมิดและเรียกค่าเสียหาย แม้โจทก์จะเบิกความว่าได้ให้ ย. ดำเนินคดีเกี่ยวกับละเมิดและเรียกค่าเสียหายด้วยก็จะฟังคำเบิกความดังกล่าวเป็นการให้สัตยาบันตามกฎหมายหาได้ไม่ คำฟ้องเรื่องละเมิดและเรียกค่าเสียหายจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีก่อนศาลวินิจฉัยเพียงว่า ตามคำฟ้องโจทก์ยังไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ มิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ขอแบ่งสัดส่วนในที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยโดยขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกให้ เป็นการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งจำเลยในฐานะผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจะต้องดำเนินการทางทะเบียนด้วย เมื่อจำเลยไม่ยอมดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1364

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางเยาวลักษณ์ ขอศานติดำเนินคดีแทน เดิมโฉนดที่ดินเลขที่ 1287 เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างนางหมิก แซ่ก่ำ หรือ แซ่แต่ กับจำเลย และบ้านเลขที่ 100ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนางหมิก ต่อมาวันที่20 กรกฎาคม 2522 นางหมิกได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของตนให้โจทก์และยกบ้านดังกล่าวให้โจทก์กับจำเลยคนละครึ่งหนึ่งวันที่ 28 มิถุนายน 2527 นางหมิกถึงแก่ความตาย วันที่ 3ตุลาคม 2527 โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินส่วนของนางหมิกจำนวน 27.75 ส่วนจากจำนวน 37 ส่วนเป็นของโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยได้นำบ้านเลขที่ 100 ให้ผู้อื่นเช่าตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน2530 ได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิในค่าเช่าดังกล่าว 2 ใน 3 ส่วนในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านแต่จำเลยเพิกเฉย วันที่ 1 กรกฎาคม 2530 โจทก์มอบหมายให้ทนายไปยื่นคำร้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตแต่ไม่สามารถกระทำได้โดยเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าจะต้องทำร่วมกันระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินและบ้าน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอศาลพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1287 จำนวน 27.75 ส่วน และบ้านเลขที่ 100จำนวน 1 ใน 2 ส่วนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะกระทำได้หรือถ้าแบ่งไปเสียหายมากหรือไม่เป็นที่ตกลงกันได้ให้นำทรัพย์ออกประมูลราคากันระหว่างเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ถ้าหากราคาสูงสุดที่ได้จากการประมูลระหว่างเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเป็นราคาที่ตกลงกันไม่ได้ ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้โจทก์ตามส่วนของทรัพย์ที่โจทก์มีสิทธิได้รับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,729.68 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวน 10,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และอีกเดือนละ 3,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องตลอดเวลาที่ยังมีการเช่าบ้านเลขที่ 100 จนกว่าจำเลยจะชำระครบถ้วนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางเยาวลักษณ์ดำเนินคดีฐานจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 1287เท่านั้น นางเยาวลักษณ์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 315/2529ของศาลจังหวัดภูเก็ต โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหมิกโจทก์ชอบที่จะแบ่งแยกโฉนดที่ดินได้เอง และโจทก์มีสิทธิเข้าอยู่อาศัยในบ้านได้ในฐานะที่โจทก์กับจำเลยมีส่วนร่วมกันแต่โจทก์ไม่กระทำ จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยให้ผู้อื่นเช่าบ้านตามสิทธิของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1287 จำนวน 27.75 ส่วนจากจำนวน 37 ส่วนและบ้านเลขที่ 100 จำนวน 1 ใน 2 ส่วนจากจำนวนทั้งหมดให้โจทก์หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้หรือถ้าแบ่งไปจะเสียหายมากหรือไม่เป็นที่ตกลงกันได้ให้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวออกประมูลขายระหว่างโจทก์และจำเลยถ้าราคาสูงสุดที่ได้จากการประมูลเป็นราคาที่ตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยตามส่วนในที่ดินและบ้านที่โจทก์และจำเลยมีสิทธิในฐานะเจ้าของรวม ให้จำเลยชำระเงิน 2,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่เดือนเมษายน 2530 จนถึงวันฟ้องและอีกเดือนละ 750 บาท ตราบเท่าที่ยังมีการเช่าบ้านดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกบ้านให้โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชำระเงิน 2,625 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่เดือนเมษายน 2530 จนถึงวันฟ้องและอีกเดือนละ 750 บาท ตราบเท่าที่ยังมีการเช่าบ้านดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกบ้านให้โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เรื่องละเมิดและเรียกค่าเสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าแม้โจทก์มอบอำนาจให้นางเยาวลักษณ์ดำเนินคดีเฉพาะเรื่องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1287เท่านั้นตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.2 แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจก็ได้มาเบิกความเป็นพยานว่าได้ให้นางเยาวลักษณ์ดำเนินคดีเกี่ยวกับละเมิดและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยด้วย จึงเท่ากับเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของนางเยาวลักษณ์จึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 นั้นเห็นว่า การฟ้องคดีเรื่องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินกับเรื่องละเมิดและเรียกค่าเสียหายเป็นคนละเรื่องมิได้เกี่ยวเนื่องกันเมื่อโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางเยาวลักษณ์ฟ้องคดีเรื่องละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้จะฟังคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้นเป็นการให้สัตยาบันตามกฎหมายหาได้ไม่คำฟ้องละเมิดและเรียกค่าเสียหายเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งที่ดินกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 315/2529 นั้น เห็นว่าตามคดีหมายเลขแดงดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ วินิจฉัยเพียงว่าตามคำฟ้องโจทก์ยังไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เพราะฉะนั้นจึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ หากเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้นเห็นว่า การที่บันทึกข้อตกลงบรรยายสัดส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น เป็นข้อตกลงในการมีกรรมสิทธิ์รวมการที่โจทก์ขอแบ่งเป็นสัดส่วนโดยจดทะเบียนแบ่งแยกนั้นเป็นการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งจำเลยในฐานะผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจะต้องดำเนินการทางทะเบียนด้วย เมื่อจำเลยไม่ยอมดำเนินการดังกล่าวก็ถือว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ แม้จำเลยจะอ้างพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 ก็ไม่เป็นผลที่จะทำให้ฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ดังนั้นจึงฟังได้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย และมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งที่ดินกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2535 เรือโท ยรรยง สุขวิวัฒนพร โจทก์ นาง สิวกี่ แซ่ แต่ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เรือโท ยรรยง สุขวิวัฒนพร · จำเลย - นาง สิวกี่ แซ่ แต่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2026/2494ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 1413/2508ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา